9 ขั้นตอนการทำเว็บไซต์

9 ขั้นตอนการทำเว็บไซต์ ผมได้เรียบเรียง ขั้นตอน ในการทำเว็บไซต์ ให้สำเร็จ โดยแบ่งเป็น 9 ขั้นตอนย่อยดังนี้ครับนอกจากนั้น เรายังสามารถประหยดเวลาได้อีกเยอะเลย ถ้าเรามีเว็บไซต์ เช่น เขียนเว็ปไซต์ เราไม่ต้องคอยตอบคำถามซ้ำๆ

เขียนเว็ปไซต์

ขั้นตอนที่ 1 เราจะทำเว็บไซต์ แบบไหนดี 

เราต้องมองภาพให้ชัดเจนก่อนว่า เขียนเว็ปไซต์ เว็บไซต์ที่เราต้องการจะทำเป็นเว็บไซต์ ประเภทไหน เช่น

  • เว็บขายของออนไลน์
  • เว็บบล็อก
  • เว็บข่าวสาร
  • เว็บไซต์บริษัทเป็นต้น

เมื่อเราได้แล้วว่า แท้จริงแล้วเราอยากทำเว็บไซต์อะไร เราก็สามารถที่จะเริ่มทำได้แล้ว แต่เวลาที่เราเริ่ม ให้เราเริ่มจาก การทำเว็บไซต์ แบบธรรมดาขึ้นมาก่อนครับ เพราะว่าเป็นประเภทของเว็บไซต์ ที่ทำได้ง่ายที่สุดครับ แล้วหลังจากที่เราทำเว็บไซต์ ธรรมดา เรียบร้อยแล้ว เราค่อยไปต่อยอด ทำที่เราต้องการเพิ่มเติมได้ไม่ยากครับ

ขั้นตอนที่ 2 ในเว็บไซต์ของเรา จะมีอะไรบ้าง

ให้เราเริ่มแบบนี้ครับ เราค่อยๆ ไล่ไปตั้งแต่ หน้าแรก หน้าติดต่อเรา หน้าเกี่ยวกับเรา ไปเรื่อยๆ แบบนี้ครับ

  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
    • หมวดหมู่ 1
    • หมวดหมู่ 2
    • หมวดหมู่ 3
  • สินค้า
  • ติดต่อเรา

ขั้นตอนที่ 3 เราจะใส่เนื้อหาอะไร ลงไปในเว็บไซต์ดี

อันนี้ก็เป็นปัญหา โลกแตก เขียนเว็ปไซต์ อันหนึ่งครับ ที่ คนทำเว็บไซต์ หลายๆคน จะมีปัญหากัน เพราะว่า เราไม่รู้ว่าจะใส่เนื้อหาอะไรลงไปในเว็บไซต์ดี ผมมีวิธีหาไอเดีย ในการทำเนื้อหาในเว็บไซต์ดังนี้ครับ

หาข้อมูลจากคู่แข่ง

ให้เราไปค้นก่อนว่า คู่แข่งของเราคือใครบ้าง จากนั้น ไล่เข้าไปดูครับว่า คู่แข่งของเรา เขียนหัวข้ออะไรบ้าง แล้วเราก็นำมาประมวลผล แล้วคิดเป็นเนื้อหาของเราครับ แต่อย่าไปลอกเขานะครับ เพราะว่า เว็บที่ลอกส่วนมากจะไม่ได้เกิดครับ

ขั้นตอนที่ 4 เราจะตั้งชื่อเว็บไซต์ว่าอย่างไรดี

เวลาที่เราตั้งชื่อเว็บไซต์ ให้เรานึกถึงตอนที่เราจะสื่อสารครับ ว่า เวลาที่เราไปเจอ เพื่อน หรือ เจอลูกค้า เราจะบอกเขาให้เข้าเว็บไซต์ของเราได้อย่างไรครับ

วิธีการแรก คือ บอกชื่อโดเมนของเราไปครับเช่น abcefghijsomethingwebsite.com แบบนี้ครับ รับรองว่า เพื่อนของเราจำไม่ได้แน่นอนครับว่า เราบอกอะไรไป

อีกวิธีที่ดีกว่าคือ ให้เราบอกชื่อเว็บไซต์ ที่เรากำลังจะตั้งชื่อไปให้เขาครับ เช่น เราขายอุปกรณ์เดินป่า เราก็อาจจะตั้งชื่อว่า อุปกรณ์เดินป่าน่าคบหาอย่างยิ่ง แบบนี้ครับ เพื่อนเราจะจำได้ง่ายกว่าชื่อโดเมนแน่นอนครับ

ชื่อเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้อง ตรงกับชื่อโดเมน ก็ได้ครับ ตัวอย่างเว็บไซต์ของผมชื่อ พลากร สอนสร้างเว็บ แต่โดเมนของผมคือ palamike.com ซึ่งคนละเรื่องเลยทีเดียวครับ

ขั้นตอนที่ 5 เราจะทำเว็บไซต์ บนเครื่องตัวเองดี หรือจะทำเว็บไซต์ บนเว็บโฮสติ้งดี

สำหรับข้อดี และ ข้อเสีย เขียนเว็ปไซต์ ของการทำเว็บไซต์ บนเครื่องตัวเอง หรือ บนเว็บโฮสติ้ง มีดังนี้ครับ

ทำเว็บบนเครื่องตัวเอง

ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียเงิน โหลด Software มาแล้วก็ ใช้สร้างเว็บไซต์ ได้ทันทีครับ

ข้อเสียคือ เมื่อเราทำบนเครื่องตัวเอง คนอื่น จะไม่สามารถมองเห็นเว็บไซต์ของเรา จนกว่า จะไปเช่าเว็บโฮสติ้ง และ อีกประการหนึ่งคือ เมื่อติดตั้ง บนเครื่องตัวเอง ก็มีโอกาสที่เราจะไปลบไฟล์ หรือ ไฟล์เสียจากการเดินเตะปลั๊ก เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้

ทำเว็บบนเว็บโฮสติ้ง

  • ข้อดีคือ เราทำที่ไหนเมื่อไรก็ได้ ที่มีอินเตอร์เน็ต คนอื่นๆ จะมองเห็นเว็บไซต์ ที่เราทำทันที และ ไม่ต้องกังวลเรื่อง ไฟล์เสีย หรือ เตะปลั๊กมากเท่ากับ ทำบนเครื่องตัวเอง
  • ข้อเสียคือ เสียเงิน แต่เราจะมองเป็นข้อดีก็ได้ เพราะว่าเมื่อเสียเงินแล้ว เราก็ต้องรีบทำครับ
ขั้นตอนที่ 6 ติดตั้ง WordPress ดัวยวิธีไหนได้บ้าง

สำหรับการติดตั้ง WordPress จะมีอยู่ด้วยกัน 4 วิธีหลักๆ ขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกที่จะทำบนเครื่องของเรา หรือว่า ทำบนเว็บโฮสติ้ง

  1. ถ้าเราทำบนเครื่องของเรา เราสามารถโหลด Software จำลองการทำงานของ Webserver อย่าง Bitnami มาไว้ที่เครื่องได้เลย ซึ่งผมมีวิดีโอ แยกต่างหากอยู่ตรงนี้ครับ
  2. ถ้าเราทำบนเว็บโฮสติ้ง
    1. วิธีแรก ในเมื่อเราเสียเงินแล้ว เราก็ขอให้ Support ของเว็บโฮสติ้ง ช่วยจัดการติดตั้งให้ได้เลยครับ ตอนติดตั้ง อย่าลืม แจ้งเขาว่าให้ติดตั้ง SSL เพื่อทำ HTTPS ให้เราด้วยนะครับ
    2. วิธีที่ 2 ใช้โปรแกรม One Click Install ที่มีมากับเว็บโฮสติ้ง ในการติดตั้งได้เลย เราลองถามเว็บโฮสติ้งดูครับ ถ้ามีโปรแกรมนี้ เราก็ขอคู่มือการใช้งาน และ ติดตั้งได้เลยครับ
    3. วิธีที่ 3 ติดตั้งด้วยตนเองผ่าน FTP เป็นวิธีที่ไม่ค่อยนิยมในปัจจุบันเท่าไร เพราะค่อนข้างที่จะเตรียมข้อมูลเยอะครับ
ขั้นตอนที่ 7 3 ขั้นตอน เริ่มทำเว็บไซต์ ด้วย WordPress

ในตอนที่เราเริ่มทำเว็บไซต์ด้วย WordPress ขั้นตอนทั้ง 3 ที่ผมจะบอกต่อไปนี้ ถือว่าสำคัญมาก เราต้องทำเรียงตามลำดับ ไม่เช่นนั้น เราจะวนไปวนมา แก้ปัญหาไม่จบครับ

  1. ให้เราตั้งค่าที่จำเป็นใน WordPress ให้เรียบร้อยก่อน เรียกว่า ตั้งค่าให้พร้อมใช้งานเลย
  2. ให้เราใส่ข้อมูลลงไปใน WordPress บางส่วน เพื่อเป็นโครงสร้างให้กับเว็บไซต์ของเราก่อนที่จะทำ ข้อถัดไป
  3. ตกแต่งเว็บไซต์ โดยใช้ข้อมูลที่เราใส่ลงไป ตรงนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า เราต้องมีข้อมูลก่อน เราถึงจะทำการตกแต่งได้ เพราะว่า ถ้าเราตกแต่งโดยไม่มีข้อมูล เราก็จะมองไม่เห็นสิ่งที่เราตกแต่งอยู่ดี
ขั้นตอนที่ 8 อยากให้คนเข้าเว็บไซต์ ทำอย่างไรดี

เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ “มีของดี เดี๋ยวคนก็เข้ามาเอง” คำนี้เป็นจริงเมื่อหลายสิบปีก่อนครับ แต่ในยุคนี้ เป็นไปไม่ได้เลยเพราะว่า คนดู หรือ ว่าที่ลูกค้าของเรา มีสิ่งรบกวนรอบด้านเยอะมากครับ มีโฆษณา มีเนื้อหา มี Feed วิ่งเข้าไปหา ลูกค้าของเราตลอดครับ ดังนั้น การที่จะทำให้คนสนใจ เราต้องโปรโมทครับ

วิธีการโปรโมทเว็บไซต์ มีหลายวิธี
  1. การทำ SEO ก็คือ การทำให้เว็บไซต์ของเรา ติดอันดับการค้นหาใน google
  2. การลงโฆษณา ก็คือ การซื้อโฆษณากับ Google, Facebook, Twitter เป็นต้นครับ
  3. การโปรโมทด้วยวิธีอื่นๆ
ขั้นตอนที่ 9 เรียนรู้เพิ่มเติมอย่างละเอียด

บทความนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้น เขียนเว็ปไซต์ ของการทำเว็บไซต์ แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดครับ เพราะเทคนิคในการสร้างเว็บไซต์ยังมีอีกมากมายครับ ต่อไปนี้คือ บทความ ที่เราจะไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ครับ

โครงสร้างพื้นฐานของ HTML

   โครงสร้างของ HTML จะประกอบไปด้วยส่วนของคำสั่ง 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น ส่วนหัว (Head)    และส่วนที่เป็นเนื้อหา (Body)
โดยมีรูปแบบคำสั่งดังนี้ 

โครงสร้างพื้นฐานของ HTML

การจัดโครงสร้างแฟ้มเอกสาร

ในความง่ายของภาษา HTML นั้นเพราะภาษานี้ไม่มีโครงสร้างใด ๆ มากำหนดนอก จากโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น
หรือ แม้แต่จะไม่มีโครงสร้าง พื้นฐานอยู่ โปรแกรมที่เขียนขึ้นมานั้นก็สามารถทำงานได้เสมือนมี โครงสร้างทั่งนี้เป็นเพราะว่าตัวโปรแกรม
เว็บเบราเซอร์ จะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโปรแกรม HTML เป็นส่วนเนื้อหาทั้งสิ้น                  ยกเว้นใน ส่วนหัว ที่ต้อง มีการกำหนด แยกออกไปให้ เห็นชัดเท่านั้น จะเขียน คำสั่ง หรือ ข้อความที่ ต้องการ ให้แสดง อย่างไรก็ได้
เป็นเสมือนพิมพ์งานเอกสารทั่ว ๆ ไปเพียง แต่ ทำตำแหน่ง ใดมีการ ทำตำแหน่ง พิเศษขึ้นมา เว็บเบราเซอร์ถึงจะแสดงผล ออกมาตามที่
ถูกกำหนด โดยใช้คำสั่งให้ตรงกับ รหัสที่กำหนดเท่านั้น   การแสดงผลที่เว็บเบราเซอร์
                   หลังจากมีการพิมพ์โปรแกรมนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้บันทึกเป็น ไฟล์ที่มีนามสกุล .htm หรือ .html จากนั้นให้เรียกโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ขึ้นมาทำการทดสอบ ข้อมูลที่เราสร้างจะถูก นำมาที่ออกมาแสดงที่จอภาพ ถ้าไม่เขียนอะไรผิด บนจอภาพก็จะแสดงผลตามนั้น
ถ้าเรามีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในโปรแกรมเดิม ให้อยู่ในรูปของ โปรแกรมใหม่ ก็จำ เป็นต้องโหลดโปรแกรมขึ้นมาใหม่ เพียงแต่เลื่อนเมาส์
ไปคลิกที่ปุ่ม Refresh โปรแกรมก็จะทำการ ประมวลผลและแสดงผลออกมาใหม่ ในคำสั่ง HTML ส่วนใหญ่ใช้ตัวเปิด เป็นเครื่องหมายน้อยกว่า
< ตามด้วยคำสั่ง และปิดท้ายด้วยเครื่องหมายมากกว่า > และมีตัวปิดที่มีรูปแบบเหมือนตัวเปิดเสมอ เพียงแต่จะมีเครื่อง หมาย / อยู่หน้าคำสั่งนั้นๆ เช่น คำสั่ง <BODY> จะมี </BODY> เป็นคำสั่งปิด เมื่อใดที่ผู้เขียนลืมหรือพิมพ์คำสั่งผิด จะส่งผลให้การทำงานของโปรแกรมผิดพลาดทันทีคำสั่งเริ่มต้นสำหรับ HTML
                    คำสั่งหรือ Tag ที่ใช้ในภาษา HTML ประกอบไปด้วยเครื่องหมายน้อยกว่า <ตามด้วย ชื่อคำสั่งและปิดท้ายด้วยเครื่องหมายมากกว่า
> เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ตกแต่งข้อความ เพื่อ การแสดงผลข้อมูล โดยทั่วไปคำสั่งของ HTML ส่วนใหญ่จะอยู่เป็นคู่ มีเพียงบาง คำสั่งเท่านั้น
ที่มีรูปแบบคำสั่งอยู่เพียงตัวเดียว ในแต่ละคำสั่ง จะมีคำสั่งเปิดและปิด คำสั่งปิดของแต่ละ คำสั่งจะมี รูปแบบเหมือนคำสั่งเปิด เพียงแต่จะเพิ่ม /
(Slash) นำหน้าคำสั่ง ปิดให้ดู แตกต่าง เท่านั้น และในคำสั่งเปิดบางคำสั่ง อาจมีส่วนขยายอื่นผสมอยู่ด้วย ในการเขียน ด้วยตัวอักษร
เล็กหรือใหญ่ ทั้งหมดหรือเขียนปนกันก็ได้ ไม่มีผลอะไร 

ทำความเข้าใจ การทำเว็บไซต์

ทำความเข้าใจ การทำเว็บไซต์ การสร้างเว็บไซต์สมัยก่อนนั้น คุณต้องมีความรู้ HTML (ภาษาเว็บ) หรือต้องสามารถใช้โปรแกรมสร้างเว็บอย่าง Dreamweaver ได้ ซึ่งใช้ยากและซับซ้อน เขียนเว็บไซต์

ทำความเข้าใจ การทำเว็บไซต์

การสร้างเว็บไซต์สมัยนี้ เค้าทำกันยังไงมันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว

การสร้างเว็บไซต์สมัยก่อนนั้น คุณต้องมีความรู้ HTML (ภาษาเว็บ) หรือต้องสามารถใช้โปรแกรมสร้างเว็บอย่าง Dreamweaver ได้ (ซึ่งใช้ยากและซับซ้อน)

ถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านนี้ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสียเงินจ้างนักออกแบบเว็บไซต์ (และยิ่งคุณอยากให้เว็บคุณสวยและดูดีมากเท่าไหร่ ราคาค่าทำเว็บก็จะสูงขึ้นไปเท่านั้น)

แต่ปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ

ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรมากมาย เพราะว่าปัจจุบันมีสิ่งที่เรียกว่า WordPress มาทำให้การสร้างเว็บไซต์ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

แล้ว WordPress นี่มันคืออะไรล่ะ

อธิบายง่ายๆ WordPress คือโปรแกรมสร้างเว็บ “สำหรับคนทั่วไป” (ที่ไม่ใช่นักทำเว็บมืออาชีพ) ถ้าคุณใช้ WordPress คุณจะสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง

WordPress ใช้งานง่าย คุณสามารถเรียนรู้โดยการลองผิดลองถูกหรือจากอินเตอร์เน็ตได้

และที่สำคัญ โปรแกรมตัวนี้ “ฟรี” ครับ

ถ้าคุณใช้ WordPress คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายๆ

  • สร้างเว็บเพจใหม่
  • แก้เลย์เอาต์ ปรับแต่งเมนู
  • เปลี่ยนดีไซน์ของเว็บอย่างสิ้นเชิง (ทำได้ด้วยการเปลี่ยน “ธีม” ซึ่งเป็นฟังก์ชันของ WordPress)
  • เพิ่มการทำงานพิเศษให้กับเว็บ เช่น สร้างแบบฟอร์มส่งข้อความ

คุณสามารถใช้ WordPress ทำเว็บไซต์ได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ทำเว็บขายของ, บล็อกส่วนตัว, เว็บที่มีระบบสมาชิก, เว็บองค์กร, ฯลฯ

สรุปคือ การทำเว็บไซต์ในปัจจุบันนั้นไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนแล้ว ผู้อ่านอย่ากังวลว่าต้องเสียเงินหรือเสียเวลามากมายเพื่อทำเว็บไซต์ ไม่จำเป็นแล้วครับ

การสร้างเว็บไซต์ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

การสร้างเว็บมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแค่สองรายการเท่านั้นครับ

  1. ค่าโดเมน (ชื่อเว็บไซต์) จ่ายเป็นรายปี ปีละประมาณ 250 – 650 บาท แล้วแต่ว่าจดโดเมนกับที่ไหน 
  2. ค่าเช่าเว็บโฮสติ้ง (คอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์เรา) ตกเดือนละประมาณ 200 – 700 บาท

หมดแล้วครับ คุณสามารถสร้างเว็บไซต์สวยๆ ด้วยตัวเอง ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเท่านี้ครับ

เนื่องจาก WordPress มี “ธีม” (ดีไซน์สำเร็จรูป) แจกฟรีมากมาย เราเลยไม่จำเป็นต้องเสียค่าออกแบบเว็บไซต์ครับ หลังจากลง WordPress เราสามารถล็อกอินเข้าไปในส่วน admin แล้วเลือกโหลดธีมฟรีสวยๆ ได้เลย เขียนเว็บไซต์ เท่านี้เว็บไซต์เราก็จะดูดีแล้วครับ

เขียนเว็บ

เขียนเว็บ วันนี้แอปพลิเคชันขอเอาใจมือใหม่อยากเขียนเว็บ กำลังอยากฝึก แต่ไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มจากอะไรก่อน เราจึงอยากให้คุณได้เรียนรู้ภาษาที่จะใช้ ก่อน เขียนเว็บไซต์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ในการเขียนเว็บไซต์ เพราะถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเขียนเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ มาดูกันว่ามีภาษาอะไรกันบ้าง

เขียนเว็ป-1

อยากเขียนเว็บ ต้องใช้ภาษาอะไร

ภาษาโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยพื้นฐาน ได้แก่

1. HTML (ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language)
เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสร้างเว็บเพจ เขียนเว็บไซต์ มีโครงสร้างประกอบไปด้วย tag และ attribute ต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมการแสดงผลของข้อความ รูปภาพ หรือวัตถุอื่น ๆ     ภาษา HTML นั้นเป็นภาษาประเภท Markup ไม่จัดเป็นภาษาประเภท Programming  สามารถที่จะเรียนรู้ได้ง่าย

2. CSS (ย่อมาจาก Cascading Style Sheets)
เป็นภาษาที่มีรูปแบบการเขียน Syntax ที่เฉพาะ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เสริมภาษา HTML ให้สามารถจัดรูปแบบการแสดงผลให้กับเอกสาร HTML ได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

3. XHTML (ย่อมาจาก Extensible HyperText Markup Language)
เป็นมาตรฐานใหม่ของ HTML คำสั่งต่างๆนั้นก็ยังเหมือนกับ HTML แต่จะมีความเข้มงวดในเรื่องโครงสร้างภาษามากกว่า และมีการตัด tag และ attribute ที่ล้าสมัยออกไป

ถึงแม้ว่าเราจะใช้ Software เว็บไซต์สำเร็จรูป (Web CMS) ในการสร้างเว็บไซต์หรือบล็อก เช่น WordPress,  Joomla ก็ตาม    HTML และ CSS นี้จะเป็นพื้นฐานให้เราแก้ไข code และปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ให้ถูกใจเราได้ค่ะ

นอกจากภาษาพื้นฐาน HTML/XHTML และ CSS  ในข้างต้นที่ไม่ใช่ภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมแล้ว  เราอาจจะเคยได้ยินภาษา JavaScript, ASP, ASP.NET, PHP,JSP และอื่นๆ   ภาษาเหล่านี้เป็นภาษา Script ที่นิยมใช้ในการสร้างเว็บเพจค่ะ

คค

ภาษา Script ที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ แบ่งได้เป็น

1) Server-Side Script เช่น PHP, ASP, JSP, CGI    เป็นภาษา script ที่ประมวลผลที่ฝั่ง Server แล้วส่งผลลัพธ์ไปแสดงผลที่ฝั่ง Client ผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ เช่น IE, Firefox

2) Client-Side Script เช่น JavaScript, VBScript, JScript   เป็นภาษา script ที่ประมวลผลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยใช้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์  ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาการทำงานให้กับเครื่อง Web Server ได้

ในกรณีที่ต้องการให้แอพพลิเคชันทำงานร่วมกันกับแอพพลิเคชันอื่น เช่น ฐานข้อมูล  เราจะต้องใช้ Server-Side Script เขียนเว็บไซต์  เขียนคำสั่งติดต่อกับฐานข้อมูล  โดยผู้ชมเว็บจะไม่สามารถดูคำสั่ง ( Source Code) ของ Server-Side Script เหล่านั้นได้

ต่างจากการเขียนคำสั่งแบบ Client-Side Script  ที่ผู้ชมเว็บสามารถดูคำสั่งที่เขียนด้วย Client-Side Script รวมถึง HTML, CSS  ของหน้าเว็บเพจนั้นได้  ด้วยการคลิกเมาส์ขวาบนหน้าเว็บเพจนั้นๆ และเลือกคำสั่ง View Source หรือ View Page Source ในโปรแกรมเว็บเบราเซอร์

แล้วภาษา Script เหล่านี้ใช้ตอนไหนบ้าง ?
ใช้ในกรณีที่เว็บเรามีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล เช่น สมุดเยี่ยม, กระดานข่าว (Webboard), ระบบสมาชิก, ระบบตระกร้าสินค้า และอื่นๆ

เราสามารถที่จะเลือกใช้ Web CMS หรือเว็บไซต์สำเร็จรูป ที่เป็น Open Source (แบบฟรี) มาติดตั้งในเว็บไซต์ของเราเพื่อใช้งานได้ โดยที่ไม่ต้องพัฒนาเองค่ะ  ไว้จะกล่าวถึงในบทความต่อๆ ไป

โดยทั่วไปเจ้าเว็บไซต์สำเร็จรูปที่เราจะนำมาใช้นี้ เขียนเว็บไซต์ ถูกพัฒนามาจากภาษา Script ไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง  ส่วนใหญ่จะเป็น PHP เพราะเป็นภาษา Script แบบ Open Source  เหมือนกัน

การออกแบบเว็บไซต์

การออกแบบเว็บไซต์ กลยุทธ์การตลาดสู่การออกแบบเว็บไซต์โดดเด่นกว่าคู่แข่ง จากการวิเคราะห์ในตลาดและกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า ตัวอย่างบางส่วนจากหลายร้อยบริษัทที่ทำเว็บไซต์กับเรา

การออกแบบเว็บไซต์

กลยุทธ์การตลาดสู่การออกแบบเว็บไซต์

  1. วางแผนและกำหนดเป้หมายในการพัฒนาเว็บไซต์เราควรกำหนดเป้าหมาย และวางแผนไว้ล่วงหน้า เขียนเว็ปไซต์ เพื่อให้การทำงานในขั้นต่อๆไปมีแนวทางที่ชัดเจน เรื่องหลักๆที่เราควรทำในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย กำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของว็บไซต์ กำหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย   เพื่อจะได้รู้ว่าผู้ชมหลักของเราคือใคร และออกแบบเว็บไซต์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ชมกลุ่มนั้นให้มากที่สุด เตรียมแหล่งข้อมูล   เนื้อหาหรือข้อมูลคือสาระที่แท้จริงของเว็บไซต์  เตรียมทักษะหรือบุคลากร เช่น ในการเตรียมเนื้อหา ออกแบบกราฟิก เขียนโปรแกรม และการดูแลเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น  เตรียมทรัพยากรต่างๆที่จำเป็น   เช่น โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์ โปรแกรมสำหรับสร้างกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และมัลติมิเดีย โปรแกรมอื่นๆที่ต้องใช้ การจดทะเบียนโดเมนเนม ตลอดจนการเตรียมหาผู้ให้บริการรับฝากเว็บไซต์ (Web Hosting) และเลือกแผนบริการที่เหมาะสม

2. วิเคราะห์และจัดโครงสร้างข้อมูล   ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำข้อมูลต่างๆที่รวบรวมได้จากขั้นแรก ไม่ว่าจะเป็น วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ คุณลักษณะ ข้อจำกัดของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย รวมทั้งเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ นำมาประเมิน วิเคราะห์ และจัดระบบ เพื่อให้ได้โครงสร้างข้อมูล และข้อกำหนด ซึ่งจะใช้เป็นกรอบสำหรับการออกแบบและดำเนินการในขั้นต่อๆไป

3. ออกแบบเว็บเพจและเตรียมข้อมูล เป็นขั้นตอนการออกแบบเค้าโครงหน้าตา และลักษณะด้านกราฟิกของหน้าเว็บเพจ เขียนเว็ปไซต์ เพื่อให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ความรับรู้ต่อเว็บเพจตามที่เราต้องการ  โปรแกรมที่เหมาะจะใช้ในการออกแบบคือ Adobe Photoshop  ซี่งผลที่ได้จะประกอบด้วยไฟล์กราฟิกต่างๆ ที่ใช้บนเว็บเพจ เช่น โลโก้,ภาพพื้นหลัง,ปุ่มเมนู,ไอคอนที่เป็นหัวคอลัมน์ และแบนเนอร์โฆษณา
การออกแบบเว็บเพจยังรวมไปถึงการกำหนดสีสัน และรูปแบบของส่วนประกอบต่างๆที่ไม่ใช่ภาพกราฟิก เช่น ฟอนต์ ขนาด และสีข้อความ สีพื้นบริเวณที่ว่าง สีและลวดลายของเส้นกรอบ เป็นต้น  นอกจากนี้องค์ประกอบเสริมอื่นๆของเว็บเพจก็ต้องถูกเตรียมไว้ด้วย เช่น ภาพเคลื่อนไหว Flash และโปรแกรม JavaScript ที่ใช้โต้ตอบกับผู้ชม หรือเล่นเอฟเฟ็คต์ต่าง

4. ลงมือสร้างและทดสอบเป็นขั้นตอนที่เว็บเพจจะถูกสร้างขึ้นมาจริงทีละหน้าๆ โดยอาศัยเค้าโครง และองค์ประกอบกราฟิกตามที่ออกแบบไว้ เนื้อหาต่างๆจะถูกนำมาใส่และจัดรูปแบบ ลิ้งค์และระบบนำทางถูกสร้าง องค์ประกอบเสริมต่างๆถูกวางเข้าที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมือสร้างเว็บเพจจริงเราอาจพบว่าสิ่งที่ออกแบบไว้แล้ว บางอย่างไม่เหมาะสม หรือควรได้รับการปรับแต่ง ก็สามารถทำได้
เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาควรได้รับการทดสอบก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของเนื้อหา การทำงานของลิ้งค์และระบบนำทาง ตรวจหาความผิดพลาดของโปรแกรมสคริปต์และฐานข้อมูล นอกจากนี้ก็ควรทดสอบโดยใช้สภาพแวดล้อมที่เหมือนกับของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย เช่น เวอร์ชั่นของบราวเซอร์ ความละเอียดของจอภาพและความเร็วที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

5. เผยแพร่และส่งเสริมให้ป็นที่รู้จัก โดยทั่วไปการนำเว็บไซต์ขึ้นเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตจะทำด้วยการอัพโหลดไฟล์ทั้งหมด คือ HTML และไฟล์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ขึ้นไปเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ที่เราเปิดบริการไว้ การอัพโหลดเว็บไซต์ หรือบางครั้งเรียกว่า“พับลิช” อาจทำด้วยโปรแกรมสร้างเว็บไซต์เอง ซึ่งมีคุณสมบัตินี้ในตัว หรืออาจจะใช้โปรแกรมยูทิลิตี้ประเภท FTP  เช่น CuteFTP และ WS_FTP  หรือใช้เครื่องมืออื่นบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ก็ได้
หลังจากนั้นเว็บไซต์ควรได้รับการทดสอบอีกครั้ง เพื่อตรวจหาปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถทดสอบบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ เช่น การลิ้งค์ของเว็บเพจกับเว็บไซต์อื่น และการทำงานของโปรแกรมสคริปต์กับฐานข้อมูล ซึ่งอาจทำไม่ได้บนเครื่องของเรา หรือบนเว็บเซิร์ฟเวอร์อาจมีสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป
เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ นอกจากต้องมีเนื้อหาที่ดี มีการวางโครงสร้างและการออกแบบที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องได้รับการโฆษณา และส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ชมเป้าหมายหรือในวงกว้างออกไปอีกด้วย

6.ดูแลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์ที่เผยแพร่ออกไปแล้วเราไม่ควรทิ้งขว้าง แต่ควรดูแลโดยตลอด เขียนเว็ปไซต์ ซึ่งหน้าที่นี้ครอบคลุมหลายเรื่อง ตั้งแต่การตรวจสอบเว็บเซิร์ฟเวอร์ว่าไม่หยุดทำงานบ่อยๆ ลิ้งค์ที่เชื่อมโยงไปภายนอกยังคงใช้ได้หรือไม่ คอยตอบคำถามที่มีผู้ฝากไว้บนเว็บเพจ  ถ้าเป็นเว็บข่าวสารก็ต้องปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีการใช้ฐานข้อมูลก็ต้องแบ็คอัพข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

การคอมเม้น XHTML attribute

การคอมเม้น XHTML attribute ดียังไง

การเขียน CSS สำหรับ XHTML attribute ใน css ไฟล์นั้นเหมาะกับการใช้ในกรณีที่เราต้องการ ควบคุมการแสดงผลร่วมกันในหลายๆ หน้าของเว็บเช่น การสั่ง body หรือ การสั่ง IMG การเขียน css แบบ External ที่สำคัญเราควรกำหนดค่า body, img, Pseudo-classes, table,td และอื่นๆ ที่เราต้องการไว้ก่อน

เช่น ถ้าเราเขียน

123456body { background-color: #000000;} img {border: 0;}

เมื่อเรานำ ไฟล์ css ไปใช้กับหน้าเว็บใดๆ แล้ว จะได้ค่า พื้นหลังของทุกหน้าเป็นสี #000000 และภาพทุกภาพที่มีอยู่ในแต่ละหน้า จะไม่มี เส้นขอบ และเมื่อเราไปใช้ tag <img src="" alt=""> เราไม่ต้องกำหนด border="0" ในแทกอีกที เพราะ css จัดการให้เรียบร้อยแล้ว และวิธีการกำหนด IMG ให้ border: 0; ใน css ไฟล์ลักษณะนี้ นอกจากจะช่วยไม่ให้ต้องเขียน border="0" ใน html แล้ว เวลาที่เราทำลิงค์จากภาพ ใน IE ก็จะไม่ปรากฎ ขอบสีน้ำเงินขึ้นด้วยครับ

การใช้ คอมเม้นท์ ใน css

เช่นเดียวกับหลายๆ ภาษา css มีลักษณะการคอมเมนท์ โค้ดเหมือนกันครับ โดยการใช้ สัญลักษณ์ / และ * เช่น /* ไม่ให้แสดงผล */

การคอมเม้นท์ในโค้ด css เช่น

1234body {background: #FFFFFF;font-size: 0.9em;}

ถ้าเราไม่อยากให้ font-size แสดงผล ทำได้ด้วย

123body {background: #FFFFFF; /* font-size: 0.9em;*/ /*ปิดการแสดงผลของขนาดตัวหนังสือ*/}

เนื้อหาที่คล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ:

  1. CSS3 Attribute Selectors กับแนวคิดการทำ Floating Layouts
  2. ทำความเข้าใจ Attribute Selector ของ CSS
  3. รู้จักกับ common attribute ของ xhtml
  4. 1 คอลัมน์ เลย์เอ้าท์ พร้อมแทรกภาพ

This entry was posted in CSS ความรู้พื้นฐานของ CSScommentcssพื้นฐาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment

Name *

Email *

Website

 Save my name, email, and website in this browser for the next time I comment.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

เขียนเว็ปไซต์

E-COMMERCE PACKAGE

การออกแบบเว็บไซต์

1. ออกแบบเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์
หน้าหลัก (Home)
เกี่ยวกับเรา (About)
สินค้า (Products)
ขั้นตอนการสั่งซื้อ (How to Buy)
ข่าวสารและโปรโมชั่น (News & Promotion)
ติดต่อเรา (Contact Us)
2. ระบบจัดการหลังร้าน
ระบบจัดการแบนเนอร์สไลด์หน้าแรก
ระบบจัดการข่าวสารและโปรโมชั่นได้
ระบบจัดการสมาชิก และสินค้า
ระบบชำระเงินแบบแจ้งโอนและตัดบัตรเครดิต
3. จดโดเมน + HOSTING และอีเมล์โฮสติ้ง 10GB

SMALL PACKAGE

1. ออกแบบเว็บไซต์ Responsive Design
(รองรับ Desktop, Tablet, Mobile)
หน้าหลัก (Home)
เกี่ยวกับเรา (About)
สินค้าและบริการ (Products & Service)
ข่าวสาร (หรือผลงาน) (News & Events or Reference Project)
ติดต่อเรา (Contact Us)
2. ระบบจัดการหลังร้าน
ระบบจัดการแบนเนอร์สไลด์หน้าแรก
ระบบจัดการข่าวสาร
3. จดโดเมน + HOSTING ฟรี 1 ปี

BUSINESS PACKAGE

1. ออกแบบเว็บไซต์ Responsive Design
หน้าหลัก (Home)
เกี่ยวกับเรา (About)
สินค้าและบริการ (Products & Service)
ข่าวสาร (หรือผลงาน) (News & Events or Reference Project)
ติดต่อเรา (Contact Us)
2. ระบบจัดการหลังร้าน
ระบบจัดการแบนเนอร์สไลด์หน้าแรก
ระบบจัดการข่าวสาร (หรือผลงานลูกค้าได้)
แบบฟอร์มติดต่อ
ระบบตรวจสอบสถิติคนเข้าชม (Google Analytics)
3. จดโดเมน + HOSTING และอีเมล์โฮสติ้ง 2GB 

โครงสร้าง ของภาษา HTML

โครงสร้าง ของภาษา HTML

การเขียนโฮมเพจด้วยภาษา HTML  นั้น เอกสาร HTML จะประกอบด้วยส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้

      1. ส่วน Head คือส่วนที่จะเป็นหัว (Header) ของหน้าเอกสารทั่วไป หรือส่วนชื่อเรื่อง (Title) ของหน้าต่างการทำงานในระบบ Windows
      2. ส่วน Body จะเป็นส่วนเนื้อหาของเอกสารนั้น ๆ ซึ่งจะประกอบด้วย Tag คำสั่งในการจัดรูปแบบ หรือตกแต่งเอกสาร HTML
     

       ในทั้งสองส่วนนี้จะอยู่ภายใน Tag <HTML>…</HTML> ดังนี้

<html>
 

<head> <title> ส่วนชื่อเอกสาร </title> </head>
 

<body>
 

     tag คำสั่ง
 

</body>
 

</html>

        คำสั่ง หรือ Tag ที่ใช้ในภาษา HTML ประกอบไปด้วยเครื่องหมายน้อยกว่า “<“ ตามด้วย ชื่อคำสั่งและปิดท้ายด้วยเครื่องหมายมากกว่า “>” เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ตกแต่งข้อความ เพื่อ การแสดงผลข้อมูล โดยทั่วไปคำสั่งของ HTML ส่วนใหญ่จะอยู่เป็นคู่ มีเพียงบาง คำสั่งเท่านั้น ที่มีรูปแบบคำสั่งอยู่เพียงตัวเดียว ในแต่ละคำสั่ง จะมีคำสั่งเปิดและปิด คำสั่งปิดของแต่ละ คำสั่งจะมี รูปแบบเหมือนคำสั่งเปิด เพียงแต่จะเพิ่ม “/” (Slash) นำหน้าคำสั่ง ปิดให้ดู แตกต่าง เท่านั้น และในคำสั่งเปิดบางคำสั่ง อาจมีส่วนขยายอื่นผสมอยู่ด้วย

       ในการเขียนคำสั่งภาษา HTML สามารถเขียน ด้วยตัวอักษร เล็กหรือใหญ่ ทั้งหมดหรือเขียนคละกันได้ เช่น <HTML> หรือ <Html> หรือ <html> ซึ่งจะให้ผลเหมือนกัน
 

คำสั่งเริ่มต้นของเอกสาร HTML

<HTML>……….</HTML>

คำสั่ง <HTML> เป็นคำสั่งเริ่มต้นในการเขียนโปรแกรมและคำสั่ง </HTML> เป็นการสิ้นสุดโปรแกรม HTML คำสั่งนี้จะไม่แสดงผลในโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ แต่ต้องเขียนเพื่อให้เกิดความเป็นระบบของงาน และเพื่อจะให้รู้ว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารของภาษา HTML ส่วนหัวเรื่องเอกสารเว็บ (Head Section)

<HEAD>……….</HEAD>

Head Section เป็นส่วนที่ใช้อธิบายเกี่ยวกับข้อมูลเฉพาะของหน้าเว็บนั้น ๆ เช่น ชื่อเรื่องของหน้าเว็บ (Title), ชื่อผู้จัดทำเว็บ(Author), คีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา (Keyword) โดยมี Tag สำคัญ คือ

       <TITLE>……….</TITLE >

ข้อความที่ใช้เป็น TITLE ไม่ควรพิมพ์เกิน 64 ตัวอักษร, ไม่ต้องใส่ลักษณะ

       พิเศษ เช่น ตัวหนา เอียง หรือสี และควรใช้ภาษาที่มีความหมายครอบคลุม

       ถึงเนื้อหาของเว็บเพจ นั้น หรือเป็นคำสำคัญในการค้นหา (Keyword)

<BODY>……….</BODY>

Body Section เป็นส่วนเนื้อหาหลักของหน้าเว็บ ซึ่งการแสดงผลจะต้องใช้ Tag จำนวนมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล เช่น ข้อความ, รูปภาพ, เสียง, วีดิโอ หรือไฟล์ต่างๆส่วนเนื้อหาเอกสารเว็บ เป็นส่วนการทำงานหลักของหน้าเว็บ ประกอบด้วย Tag มากมายตามลักษณะของข้อมูล ที่ต้องการนำเสนอ การป้อนคำสั่งในส่วนนี้ ไม่มีข้อจำกัดสามารถป้อนติดกัน หรือ 1 บรรทัดต่อ 1 คำสั่งก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะยึดรูปแบบที่อ่านง่าย คือ การทำย่อหน้าในชุดคำสั่งที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้ให้ป้อนคำสั่งทั้งหมดภายใต้ Tag <BODY> … </BODY>

       ในบทเรียนนี้ได้ทำการจัดเนื้อหาสำหรับการสร้างโฮมเพจด้วยภาษา HTML สำหรับกลุ่มคำสั่งได้ดังนี้

1. กลุ่มคำสั่งจัดรูปแบบตัวอักษร
2. กลุ่มคำสั่งการจัดรูปแบบเอกสาร
3. กลุ่มคำสั่งจัดการรูปภาพ

4. กลุ่มคำสั่งการจัดรูปแบบฉากหลัง
5. กลุ่มคำสั่งจัดการตาราง
6. กลุ่มคำสั่งเกี่ยวกับการเชื่อมโยง

สรุป

<HTML>….</HTML>  คำสั่งเริ่มต้น คำสั่ง html เป็นคำสั่งเริ่มการเขียน
<HEAD>….</HEAD>  เป็นส่วนหัวของเว็บเพจ บอกคุณสมบัติของเว็บเพจ

<TITLE>….</TITLE>   ใช้บอกชื่อของเว็บเพจ

<BODY>….</BODY>  เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่แสดงเนื้อหา

                                    ทั้งหมด อาจรวมถึง ข้อความ รูปภาพ ตาราง

                                    การเชื่อมโยง

ทำไม ถึงต้องมีเว็บไซต์

ทำไม ถึงต้องมีเว็บไซต์ เรามาดูกัน

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม เว็บไซต์เป็นช่องทางให้คนทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งทั่วโลก เข้ามารู้จักแบรนด์ และสินค้า-บริการของคุณ

ในปี 2019 คนกว่า 4.3 พันล้านคน หรือ 43% ของประชากรโลก ใช้งานอินเตอร์เน็ต และจำนวนนี้เพิ่มขึ้น 367 ล้านคนในปีที่ผ่านมา (2018-2019)

นี่คือกลุ่มประชากรที่อาจจะมาเป็นลูกค้าของคุณ!

และวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงลูกค้าเหล่านี้ คือ สื่อออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียเข้าถึงลูกค้าด้วยเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียดี

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ การใช้โซเชียลมีเดียดูจะเป็นวิธีการที่ง่าย ถูก และสะดวกที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจของคุณเริ่มโตขึ้น คุณควรมีเว็บไซต์ของตนเองด้วย

การมีเว็บไซต์เองเป็นหลักแหล่ง ย่อมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ภาพลักษณ์ของธุรกิจได้มากกว่า และยังลดความเสี่ยงจากการตั้งธุรกิจของคุณอยู่บนโซเชียลมีเดียอย่างเดียว ที่ซึ่งคุณอยู่ภายใต้กฎ และการควบคุมของคนอื่น

ลองนึกภาพหากวันหนึ่ง Instagram เปลี่ยวิธีการแสดงโพสต์ ทำให้คนเห็นเพจของคุณน้อยลง หรือ Facebook เพิ่มกฎโพสต์ แต่คุณพลาดไม่ได้ทำตาม แล้วแฟนเพจคุณก็ถูกแบน (แบบถาวรด้วย)

PHP คืออะไร

PHP คืออะไร มีหน้าที่ทำอะไร

การแสดงผลของพีเอชพี จะปรากฏในลักษณะHTML ซึ่งจะไม่แสดงคำสั่งที่ผู้ใช้เขียน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่พีเอชพีแตกต่างจากภาษาในลักษณะไคลเอนต์-ไซด์ สคริปต์ เช่น ภาษาจาวาสคริปต์ ที่ผู้ชมเว็บไซต์สามารถอ่าน

ดูและคัดลอกคำสั่งไปใช้เองได้ นอกจากนี้พีเอชพียังเป็นภาษาที่เรียนรู้และเริ่มต้นได้ไม่ยาก โดยมีเครื่องมือช่วยเหลือและคู่มือที่สามารถหาอ่านได้ฟรีบนอินเทอร์เน็ต ความสามารถการประมวลผลหลักของพีเอชพี ได้แก่ การสร้างเนื้อหาอัตโนมัติจัดการคำสั่ง การอ่านข้อมูลจากผู้ใช้และประมวลผล การอ่านข้อมูลจากดาต้าเบส ความสามารถจัดการกับคุกกี้ 

ซึ่งทำงานเช่นเดียวกับโปรแกรมในลักษณะCGI คุณสมบัติอื่นเช่น การประมวลผลตามบรรทัดคำสั่ง (command line scripting) ทำให้ผู้เขียนโปรแกรมสร้างสคริปต์พีเอชพี ทำงานผ่านพีเอชพี พาร์เซอร์ (PHP parser) โดยไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์หรือเบราว์เซอร์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ Cron (ใน ยูนิกซ์หรือลีนุกซ์) หรือ Task Scheduler (ในวินโดวส์) สคริปต์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในแบบ Simple text processing tasks ได้

การแสดงผลของพีเอชพี ถึงแม้ว่าจุดประสงค์หลักใช้ในการแสดงผล HTML แต่ยังสามารถสร้าง XHTML หรือ XML ได้ นอกจากนี้สามารถทำงานร่วมกับคำสั่งเสริมต่างๆ ซึ่งสามารถแสดงผลข้อมูลหลัก PDF แฟลช (โดยใช้ libswf และ Ming) พีเอชพีมีความสามารถอย่างมากใน

การทำงานเป็นประมวลผลข้อความ จาก POSIX Extended หรือ รูปแบบ Perl ทั่วไป เพื่อแปลงเป็นเอกสาร XML ในการแปลงและเข้าสู่เอกสาร XML เรารองรับมาตรฐาน SAX และ DOM สามารถใช้รูปแบบ XSLT ของเราเพื่อแปลงเอกสาร XML

เมื่อใช้พีเอชพีในการทำอีคอมเมิร์ซ สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่น เช่น Cybercash payment, CyberMUT, VeriSign Payflow Pro และ CCVS functions เพื่อใช้ในการสร้างโปรแกรมทำธุรกรรมทางการเงิน