การเขียนเว็บไซต์เบื้องต้น

การเขียนเว็บไซต์เบื้องต้น วันนี้ผมจะมาสอนการเขียนเว็บไซต์เบื้องต้น แต่ก่อนจะเริ่มสอน เราต้องมีความรู้เบื้องต้นกับเว็บไซต์ซักหน่อย เว็บไซต์มีมากมายและหลากหลาย ทั้งเว็บขนาดใหญ่ เขียนเว็ปไซต์ เช่น Facebok และเว็บไซต์ทั่วไป 

เขียนเว็ปไซต์

อินเตอร์เน็ต เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารขนาดยักษ์

ที่ครอบคลุมทั่วประเทศและทั่วโลก เขียนเว็ปไซต์ โดยผู้ใช้บริการจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องเชื่อมต่อในการสื่อสารและเเลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ข้อความ ภาพ เสียง ไฟล์งานและอื่น ๆ ผ่านระบบเวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web)

เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web) หรือ เว็บ (web) คือพื้นที่ที่เก็บข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมต่อกันทางอินเตอร์เน็ต โดยกำหนด URL

เว็บไซต์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 
• URL (Uniform Resource Locator) เป็นระบบมาตราญานที่ใช้กำหนด ตำแหน่งที่อยู่ (Address) ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต เช่น URL ของทรูปลูกปัญญา http://www.trueplookpanya.com
• HTTP (HyperText Transfer Protocol) เป็นโปโตคอลสำหรับเปิดดูข้อมูลจาก www เรียกใช้งานโดยระบุ http:// และตามด้วย URL ในช่องกรอก Adress บนเว็บบราว์เซอร์
• HTML (HyperText Markup Lauguage) เป็นภาษาที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการสร้างเว็บ 

เว็บบราวเซอร์ (Web Browser) คือโปรแกรมที่ใช้สำหรับเปิดเว็บไซต์ เช่น Google Chrome IE และอื่น ๆ 

หลังจากที่อธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับเว็บไซต์และอินเตอร์เน็ตไปแล้ว เราก็จะมาดูกันว่าในการเขียนเว็บไซต์เนี่ย ต้องมีอะไรบ้าง โดยโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนเว็บไซต์ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Adobe Dreamweaver Atom และอื่น ๆ แต่โปรแกรมที่เราจะใช้กันคือ Notepad เป็นโปรแกรมไว้สำหรับบันทึกข้อความต่าง ๆ เ

รื่องราว สามารถเปิดดูได้ตลอดเวลา เขียนเว็ปไซต์ แต่ก็สามารถใช้การฝึกเขียนโปรแกรมได้เหมือนกัน โดยเราจะใช้ Notepad ในการเขียนเว็บไซต์กันและภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บไซต์ก็จะมี HTML และ CSS

นี่ก็จะเป็นหน้าตาของ Notepad หากใครหาไม่เจอก็ให้คลิกขวาที่หน้า Dektop แล้วเลือก >สร้าง >notepad หรือเอกสารข้อความ 
หลังจากสร้างเสร็จจะมีหน้าตาแบบนี้

หน้าตามันจะดูโล่ง ๆ เพื่อให้ง่ายในการเขียน Code จากนั้นเราจะมาโหลด Sublime Text กันนะครับผม (โหลดก็ได้ ไม่โหลดก็ได้ตามสะดวกเด้ออ อิอิ) ดาวน์โหลดได้ที่นี่เลย https://www.sublimetext.com/3 

โครงสร้างไฟล์ html ก็จะประกอบด้วย tag ต่าง ๆ
tag คืออะไร ? แท็กคือคำสั่งของการเขียนโปรแกรมภาษา HTML นั่นเอง เช่น <body> จะแสดงผลสิ่งที่อยู่ภายในเเท็ก </body> Tag ที่สำคัญหลัก ๆ มีดังนี้

<!DOCTYPE html> เป็นส่วนระบุเวอร์ชั่นของภาษา HTMLl จะใส่ไว้ส่วนบนสุดเสมอ
<html> ไว้สำหรับใส่ส่วนประกอบต่างๆของ เอกสาร HTML
<head> เป็นส่วนที่ใช้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเว็บเพจที่เราสร้าง เช่น <meta charset=”utf-8″> เป็นการกำหนดว่าให้แสดงตัวอักษรเป็นเว็บเพจนี้เป็นภาษาไทย หากเราไม่ใส่ส่วนนี้มันก็จะไม่สามรถแสดงผลเป็นภาษาไทย
<title>WebPage<title> เป็นชื่อที่จะปรากฎตรงด้านบนในแท็บของเว็บไซต์
</head>
<body>”เป็นส่วนเนื้อหาที่จะให้มันเเสดงผลออกมา”</body> เป็นส่วนเนื้อหาที่จะให้มันเเสดงผลออกมา
</html>
ถ้าหากเขียนกันเสร็จแล้วละก็ลองเปิดดูกันเลย โดย คลิกขวาที่ไฟล์> เปิดด้วย> เลือกบราวเซอร์ที่จะเปิดได้เลย จะได้ลักษณะหน้าตาแบบนี้ มีคำว่า “เป็นส่วนเนื้อหาที่จะให้มันเเสดงผลออกมา” ซึ่งก็คือข้อความที่เราพิมลงใน tag ของ body นั่นเอง เป็นไงครับ หลักการง่าย ๆ ใช่มั้ยล่ะ 

งั้นเราจะเขียน WebPage เขียนเว็ปไซต์ ข้อมูลส่วนตัวกันดีกว่าา เน้อะ ><  มาเริ่มกันเลยยย โดยการเขียน WebPage ของเรานั้น จะใช้ HTML และ CSS เพื่อให้ง่ายต่อการเขียน มาเริ่มกันเลยเราใช้ CSS ใน HTML เลย 

สร้างเว็บไซต์

สร้างเว็บไซต์ ที่เดจิโต เราให้บริการการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์และเว็บแอปพลิเคชันตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่การศึกษาและค้นคว้า การออกแบบ การพัฒนา การทำคอนเทนท์ เขียนเว็ปไซต์ การอัพโหลดเว็บไซต์ และการทำความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์

เขียนบทความ

เราทราบดีว่าธุรกิจแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน

เราจึงออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์และเว็บแอปพลิเคชันเฉพาะเจาะจงให้กับธุรกิจคุณเท่านั้น เขียนเว็ปไซต์ เว็บไซต์ต่างๆที่เราสร้างจะเป็นโซลูชั่นที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

การวางแผนและกลยุทธ์

เราเริ่มทำเว็บคุณโดยใช้ ข้อมูลและกลยุทธ์

การวิจัยและข้อมูลเชิงลึก
การวางแผนโครงการและทรัพยากร
วางแผนการทำงานแบบ Waterfall หรือ Agile

ออกแบบเว็บไซต์

เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับแบรด์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ สไตล์ของแบรนด์ เสียงของแบรนด์ จำเป็นต้องถูกแสดงออกมาอย่างถูกต้องบนแพลตฟอร์มดิจิตอล

ออกแบบ UX UI
กำหนดแนวทางศิลปะ
ออกแบบภาพ
ออกแบบภาพเคลื่อนไหวและแอนิเมชั่น

 แอบเข้าไปอยู่ในใจของผู้อ่าน

เทคนิค การเขียนบทความ เขียนเว็ปไซต์ หลายคนอาจมองว่าการเขียนคือการสร้างประโยค และการคัดสรรคำที่สวยงามมาใช้งาน แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดของการเขียน เพราะการเขียนที่ดีไม่ใช่แค่สร้างสรรค์คำที่สวยหรู แต่จะต้องเขียนให้เข้าไปในใจของผู้อ่านได้ และการเขียนให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้อ่านวิธีที่ดีที่สุดคือเข้าใจผู้อ่าน ใช้คำเขียนในแบบที่ผู้อ่านจะเข้าใจ และสามารถเข้าถึงผู้อ่านได้แม้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค

ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้วยการจับคู่คุณสมบัติ กับประโยชน์

สิ่งที่จะโน้มน้าวจิตใจของผู้อ่านได้ดีที่สุด คือการบอกเล่าในสิ่งที่ผู้อ่านต้องการทราบ เมื่อพวกเขาได้ลงมือค้นหาข้อมูล ดังนั้นในการเขียนเพื่อส่งเสริมการขายคุณก็ไม่ควรพลาดที่จะเขียนบอกถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่ผลิตภัณฑ์ของคุณมี เขียนเว็ปไซต์ พร้อมบอกถึงประโยชน์ที่ได้รับจากคุณสมบัติเหล่านั้น

การสร้างเว็บไซต์

การสร้างเว็บไซต์ การสร้างเว็บไซต์สมัยก่อนนั้น คุณต้องมีความรู้ HTML (ภาษาเว็บ) หรือต้องสามารถใช้โปรแกรมสร้างเว็บอย่าง Dreamweaver ได้ เขียนเว็ปไซต์ (ซึ่งใช้ยากและซับซ้อน)

เขียนเว็บไซต์

ถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านนี้ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสียเงินจ้างนักออกแบบเว็บไซต์ (และยิ่งคุณอยากให้เว็บคุณสวยและดูดีมากเท่าไหร่ เขียนเว็ปไซต์ ราคาค่าทำเว็บก็จะสูงขึ้นไปเท่านั้น)

แต่ปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ

ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรมากมาย เพราะว่าปัจจุบันมีสิ่งที่เรียกว่า WordPress มาทำให้การสร้างเว็บไซต์ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

แล้ว WordPress นี่มันคืออะไรล่ะ

อธิบายง่ายๆ WordPress คือโปรแกรมสร้างเว็บ “สำหรับคนทั่วไป” (ที่ไม่ใช่นักทำเว็บมืออาชีพ) ถ้าคุณใช้ WordPress คุณจะสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง

WordPress ใช้งานง่าย คุณสามารถเรียนรู้โดยการลองผิดลองถูกหรือจากอินเตอร์เน็ตได้

และที่สำคัญ โปรแกรมตัวนี้ “ฟรี” ครับ

ถ้าคุณใช้ WordPress คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายๆ

  • สร้างเว็บเพจใหม่
  • แก้เลย์เอาต์ ปรับแต่งเมนู
  • เปลี่ยนดีไซน์ของเว็บอย่างสิ้นเชิง (ทำได้ด้วยการเปลี่ยน “ธีม” ซึ่งเป็นฟังก์ชันของ WordPress)
  • เพิ่มการทำงานพิเศษให้กับเว็บ เช่น สร้างแบบฟอร์มส่งข้อความ

คุณสามารถใช้ WordPress ทำเว็บไซต์ได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ทำเว็บขายของ, บล็อกส่วนตัว, เว็บที่มีระบบสมาชิก, เว็บองค์กร, ฯลฯ

สรุปคือ การทำเว็บไซต์ในปัจจุบันนั้นไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนแล้ว ผู้อ่านอย่ากังวลว่าต้องเสียเงินหรือเสียเวลามากมายเพื่อทำเว็บไซต์ ไม่จำเป็นแล้วครับ

การสร้างเว็บไซต์ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

การสร้างเว็บมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแค่สองรายการเท่านั้นครับ

  1. ค่าโดเมน (ชื่อเว็บไซต์) จ่ายเป็นรายปี ปีละประมาณ 250 – 650 บาท แล้วแต่ว่าจดโดเมนกับที่ไหน 
  2. ค่าเช่าเว็บโฮสติ้ง (คอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์เรา) ตกเดือนละประมาณ 200 – 700 บาท

หมดแล้วครับ คุณสามารถสร้างเว็บไซต์สวยๆ ด้วยตัวเอง ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเท่านี้ครับ

เนื่องจาก WordPress มี “ธีม” (ดีไซน์สำเร็จรูป) แจกฟรีมากมาย เราเลยไม่จำเป็นต้องเสียค่าออกแบบเว็บไซต์ครับ หลังจากลง WordPress เราสามารถล็อกอินเข้าไปในส่วน admin แล้วเลือกโหลดธีมฟรีสวยๆ ได้เลย เท่านี้เว็บไซต์เราก็จะดูดีแล้วครับ

เว็บโฮสติ้ง คืออะไร

เว็บโฮสติ้งคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์เราไว้ และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง เขียนเว็ปไซต์ ทำให้คนสามารถเข้าชมเว็บไซต์เราได้ตลอดเวลา

ค่าใช้จ่ายในการเช่าเว็บโฮสติ้งสำหรับเว็บไซต์ทั่วไปจะอยู่ที่ 200 – 700 บาทต่อเดือน โฮสติ้งที่ราคาถูกกว่านี้ก็มี แต่ก็ต้องทำใจเรื่องประสิทธิภาพ (เว็บอาจช้าและล่มบ่อย) 

เวลาคุณจ่ายเงินเช่าเว็บโฮสติ้ง ผู้ให้บริการจะส่ง URL ของสิ่งที่เรียกว่า control panel (หรือ cPanel) มาให้เราControl panel คือหน้าเว็บหน้าตาแบบรูปข้างล่าง เอาไว้ใช้จัดการเว็บไซต์ของเรา

การจดโดเมน คืออะไร

ถ้าคุณอยากให้คนเข้าชมเว็บไซต์คุณได้ คุณต้องมีชื่อโดเมน (mywebsite.com)

การจดโดเมนไม่ใช่การ “ซื้อ” โดเมนอย่างถาวร แต่เป็นการ “เช่า” ใช้ชื่อโดเมนเป็นรายปี (พอจ่ายเงินค่าโดเมนแล้ว คุณจะได้สิทธิ์ใช้ชื่อนั้นๆ หนึ่งปี)

เพราะฉะนั้นหลังจากคุณจดชื่อโดเมนไปแล้ว คุณต้องอย่าลืมจ่ายเงินต่ออายุก่อนที่โดเมนจะหมดอายุ (ไม่อย่างนั้นอาจมีคนจดแย่งไป)

หลายคนมีความกังวลเรื่องลืมต่ออายุโดเมน ไม่ต้องกลัวครับ บริษัทรับจดโดเมนชั้นนำส่วนใหญ่ จะต่ออายุโดเมนให้เราโดยอัตโนมัติ (เมื่อโดเมนใกล้จะหมดอายุ ระบบจะพยายามจะหักเงินจากบัตรเครดิตล่วงหน้า) เท่านั้นยังไม่พอ บริษัทพวกนี้ยังมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนก่อนที่โดเมนจะหมดอายุด้วย

เพราะฉะนั้น หากคุณจดชื่อโดเมนกับบริษัทที่มีระบบการจัดการที่ดี คุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ครับ (เดี๋ยวผมจะแนะนำบริษัทที่ผมใช้ให้) 

หากผู้อ่านยังไม่ได้คิดชื่อโดเมนของตัวเอง อ่านบทความแนะนำการคิดชื่อโดเมนได้ครับ

จดโดเมนกับเช่าโฮส คนละที่กันได้ไหม

ปกติแล้วเราจะเช่าโฮสกับจดโดเมนที่เดียวกัน โดยให้ตัดสินใจก่อนว่าจะใช้เว็บโฮสติ้งของที่ไหน จากนั้นก็ให้สมัครเว็บโฮสติ้งและจดโดเมนพร้อมกันเลย (เดี๋ยวจะแสดงวิธีทำให้ครับ)

ถ้าเราต้องการใช้คนละบริษัท ก็ทำได้ครับ แต่ปกติเรานิยมใช้ที่เดียวกันเพราะมีข้อดีสองอย่าง

ถ้าเราต้องการใช้คนละบริษัท ก็สามารถทำได้ครับ แต่ถ้าใช้ที่เดียวกันจะมีข้อดีคือ การติดตั้งเว็บไซต์จะง่ายและเร็วขึ้น เพราะคุณไม่จำเป็นเชื่อมต่อเว็บโฮสติ้งและโดเมนเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากสำหรับมือใหม่เพราะฉะนั้น คุณเลือกใช้เว็บโฮสติ้งของที่ไหน เขียนเว็ปไซต์ คุณก็จดโดเมนกับที่นั่นไปเลย

ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

 ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress  WordPress เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ที่ใครก็สามารถใช้ได้ แม้ว่าจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับสร้างเว็บไซต์ก็ตามที ถ้าเพียงเข้าใจรูปแบบของเว็บไซต์ เขียนเว็ปไซต์ คุณก็สามารถใช้เครื่องมือของ WordPress ได้ตามต้องการ

เขียนเว็ปไซต์

คุณก็สามารถใช้เครื่องมือของ WordPress ได้ตามต้องการ 

 สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นหรือมีประสบการณ์ไม่มากนัก อาจจะสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรกับการมีเว็บไซต์ เขียนเว็ปไซต์ ลองมาดู 10 ขั้นตอนนี้ครับ เป็นไกด์ไลน์ที่ดีทีเดียว

1. มองหา Hosting

        ถ้าเว็บไซต์หรือ Blog เปรียบเหมือนบ้านบนโลกอินเตอร์เน็ต Hosting ก็เปรียบเหมือนที่ดินหรือทำเล คุณจำเป็นจะต้องหา Hosting เพื่อเป็นที่ตั้งเว็บไซต์ สำหรับผู้เริ่มต้นควรเลือก Hosting แบบ Basic Plan  ควรเลือก Hosting ที่มีระบบ Control Panel ที่ใช้งานง่าย โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการอัพโหลดและการจัดการเว็บไซต์

2. ต้องมี Domain Name

        Domain Name คือชื่อหรือ URL ของเว็บไซต์ เปรียบเหมือนเลขที่บ้าน สละเวลาสักนิด คิดชื่อที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณและไม่ซ้ำใคร คุณสามารถซื้อ Domain Name ได้จาก Hosting หรือจากตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ

3. อัพโหลด WordPress เข้าสู่เว็บไซต์

        เมื่อคุณได้บัญชี Hosting แล้ว คุณสามารถอัพโหลด WordPress เข้าสู่เว็บไซต์ของคุณภายใต้ Domain Name นั้นได้เลย ซึ่ง Hosting โดยส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชั่นสนับสนุนการใช้ WordPress จึงสามารถอัพโหลดได้อย่างง่ายดายเพียงไม่กี่ขั้นตอน แต่อย่างไรก็ตาม Hosting แต่ละแห่งก็จะมี Control Panel และการใช้ง่ายที่แตกต่างกันไปบ้าง ฉะนั้นจึงควรเลือกให้ดีว่าจะใช้ Hosting ของที่ใด Hosting ที่ดีจะมีคำแนะนำและระบบช่วยเหลืออยู่เสมอ อาจจะเป็นในรูปของ Help Menu หรืออาจจะเป็นระบบ Chat

4. ติดตั้ง Theme (ธีม) ให้ WordPress

        โดยปกติ WordPress จะมี Theme มาให้คุณอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณอยากได้ Theme ที่สวยหรือถูกใจกกว่านี้ สามารถติดตั้งได้เอง ผ่านเมนู Dashboard ของ WordPress โดยเข้าไปที่เมนู Appearance > Add New Themes > Upload (ขั้นตอนอาจจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่นของ WordPress) นอกจากนี้คุณยังสามารถอัพโหลด Theme Nato solamente a inizio 2013, Il Casino online Voglia di Vincere sta riscuotendo sempre piu successo tra i giocatori d’azzardo online italiani. ผ่าน Hosting ได้อีกด้วย

5. ตั้งค่า Sidebar, Footer และ Header

        หลังจากติดตั้ง Theme เขียนเว็ปไซต์ ที่คุณต้องการแล้ว คุณจะต้องจัดการให้ Sidebar แสดงข้อมูลตามที่คุณต้องการ รวมไปถึงส่วนบนสุด (Header) และส่วนล่างสุด (Footer) วิธีการจัดการก็ขึ้นอยู่กับ Theme ที่คุณเลือกใช้ บาง Theme มีฟังก์ชั่นที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าไปแก้ไขทั้ง 3 ส่วนอย่างง่ายดาย

6. ตั้งค่าพื้นฐานของเว็บไซต์ให้สมบูรณ์

        ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการตั้งค่าส่วนต่างๆในเมนู Dashboard ของ WordPress เปลี่ยนแปลงข้อมูลในแบบที่คุณต้องการ ใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ

7.ตั้งค่าการแสดงคอมเมนท์

        การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress จะมีระบบ Comments ในเนื้อหา ซึ่ง Blog หรือเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่มีการพูดคุยหรือมีคอมเมนท์นั่นเอง คุณสามารถปรับแต่งการแสดงผลของคอมเมนท์ได้ว่าจะตรวจสอบก่อนหรือจะให้คอมเมนท์แสดงผลทันที

8. สร้างหน้าเพจ

        เมื่อคุณตั้งค่าในรายละเอียดเสร็จเรียบร้อยแล้ว การเริ่มต้นที่ดีคือคุณควรสร้างหน้าเพจที่เรียกว่า About Me เพื่อแสดงความเป็นตัวคุณ และหน้าเพจ Policy เพื่อปกป้องสิทธิ์ในการแสดงออกของเนื้อหา

9. เขียนบทความ

        ไม่มีคำอธิบายใดแล้ว เมื่อเว็บไซต์ของคุณพร้อม คุณก็ลงมือเขียนบทความหรือใส่เนื้อหาที่คุณต้องการได้เลย

10. Plugins (ปลั๊กอิน)

        ความพิเศษของ WordPress คือ Plugins ซึ่งมีอยู่มากมายนับหมื่นรายการ Plugins เป็นเครื่องมือเสริมที่จะช่วยให้การทำเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น เขียนเว็ปไซต์ สวยงามมากขึ้น และตอบสนองผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คุณได้มากขึ้น คุณสามารถค้นหา Plugins ที่คุณต้องการผ่านเมนู Dashboard ของ WordPress ได้ทันทีทุกเวลา

ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์

ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์  การสร้างเว็บไซต์ อาจเริ่มตั้งแต่การกำหนดเนื้อหารายละเอียดต่างๆในหน้าเว็บเพจ จนถึงการอัพโหลดเว็บไซต์ขึ้นบนอินเทอร์เน็ต เขียนเว็บไซต์ จะมีขั้นตอนดังนี้

เขียนเว็ปไซต์

 ขั้นตอนที่ 1 วางแผนจัดทำเว็บไซต์

            กำหนด เนื้อหา แบ่งเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามลำดับก่อนหลัง เขียนเว็บไซต์ และรายละเอียดของเว็บที่เราจะจัดทำเพื่อให้เห็นมุมมอง คร่าวๆ ก่อนจะลงมือสร้างเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดโครงสร้างของเว็บ

คือขั้นตอนการกำหนดผังของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Site Map เพื่อให้ทราบองค์ประกอบทั้งหมดของเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น    เรามีหน้าเว็บเพจทั้งหมด 6 เว็บเพจ กำหนด Site Map ได้

ขั้นตอนที่ 3 กำหนดการเชื่อมโยงระหว่างเว็บเพจ

            เป็นการกำหนดการเชื่อมโยงในแต่ละหน้าเว็บเพจให้สามารถเชื่อมโยงกลับไปกลับมาระหว่างหน้าเว็บเพจต่าง ๆ        ได้ จากตัวอย่าง จะเห็นว่าหน้า index.html สามารถเชื่อมโยงไปยังหน้าต่างๆได้และแต่ละหน้าก็สามารถเชื่อมโยงกลับมา    ยังหน้า index.html ได้ตัวอย่าง

ขั้นตอนที่ 4 ออกแบบหน้าเว็บเพจแต่ละหน้า

            ออกแบบโครงสร้างหน้าเว็บเพจในแต่ละหน้าเพื่อจะได้รู้ว่าในเว็บเพจแต่ละหน้ามีรายละเอียดอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูล รูปภาพ จากนั้นทำการออกแบบหน้าเว็บเพจหน้าต่อไป

ส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ

ส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจที่ดี จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้

        1. ส่วนหัวของหน้า (Header)

        เป็นส่วนที่อยู่บนสุดของหน้า เขียนเว็บไซต์ มักใส่ภาพกราฟิกเพื่อสร้างความประทับใจ เช่นภาพโลโก้ (Logo) เมนูหลักหรือลิงก์ (Navigation Bar) เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาของเว็บไซต์ในหน้าต่อไป

        2. ส่วนของเนื้อหา (Body)

        เป็นส่วนที่อยู่ตอนกลางของหน้า ใช้แสดงข้อมูลเนื้อหาของเว็บไซต์ ประกอบด้วยข้อความ, ตารางข้อมูล ภาพกราฟิก วีดีโอ และอื่นๆ และอาจมีเมนูหลัก หรือเมนูเฉพาะกลุ่มวางอยู่ในส่วนนี้ด้วย

        3. ส่วนท้ายของหน้า (Footer)

        เป็นส่วนที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้า มักวางระบบนำทางที่เป็นลิงค์ข้อความง่าย ๆ และอาจแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เช่น เจ้าของเว็บไซต์, ข้อความแสดงลิขสิทธิ์, วิธีการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์, คำแนะนำการใช้เว็บไซต์ เป็นต้น โดยปกติส่วนหัวและส่วนท้ายมักแสดงเหมือนกันในทุกหน้าของเว็บเพจ

    ขั้นตอนที่ 5 สร้างเว็บเพจในแต่ละหน้า

            เมื่อได้ทำการออกแบบหน้าเว็บเพจแต่ละหน้าแล้ว ต่อไปคือขั้นตอนการสร้างหน้าเว็บเพจตามที่ได้ออกแบบไว้ ด้วยโปรแกรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมประเภทText Editor เพื่อใช้ในการเขียนชุดคำสั่ง HTML หรือโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อให้แต่ละหน้าเว็บเพจนำเสนอข้อความ รูปภาพ วีดีโอ และเสียง อยู่ในรูปแบบตามที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 6 จดโดเมนเนมและหาพื้นที่ฝากเว็บไซต์

            หลังจากเราสร้างเว็บไซต์เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ ทำการตั้งชื่อเว็บไซต์คือการจดโดเมนเนม และหาที่ฝากเว็บไซต์    ที่เรียกว่า เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) ที่มีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย และแบบให้พื้นที่ฝากเว็บไซต์ฟรี อย่างเช่นเว็บไซต์ที่ให้บริการฝากเว็บไซต์ฟรี

 ขั้นตอนที่ 7 อัพโหลดเว็บไซต์

            หลังจากสมัครบริการพื้นที่ฝากเว็บไซต์แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการอัพโหลดไฟล์เว็บไซต์ของเราไปยังเว็บไซต์ที่ให้บริการพื้นที่ฝากเว็บไซต์ผ่านโปรแกรม FTP เช่นโปรแกรม Filezilla เขียนเว็บไซต์ แค่นี้ทุกคนทั่วโลกก็สามารถเปิดดูเว็บไซต์ของเราผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้แล้ว

การสร้างเว็บไซต์เบื้องต้น

การสร้างเว็บไซต์เบื้องต้น บทความนี้จะแนะนำการสร้างเว็บเบื้องต้น ช่วยคุณไขข้อสงสัยต่างๆ ให้คุณรู้เรื่องสำคัญก่อนเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ตั้งแต่การเลือกโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูป (ทั้งฟรี และไม่ฟรี) เขียนเว็ปไซต์วิธีสร้างร้านค้าออนไลน์ การจดโดเมนเนม ไปจนถึงการทำเว็บไซต์ให้คนรู้จัก

เขียนเว็ปไซต์

6 วิธีทำเว็บเองโดยไม่ต้องเขียนโค้ด

หากคุณกำลังสนใจเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง เขียนเว็ปไซต์ แต่ยังมีคำถามคาใจ อย่างเช่น

โปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูปไหนดี?

เว็บโฮสติ้งคืออะไร?

โดเมนเนมคืออะไร?

บทความนี้จะแนะนำการสร้างเว็บเบื้องต้น ช่วยคุณไขข้อสงสัยต่างๆ ให้คุณรู้เรื่องสำคัญก่อนเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ตั้งแต่การเลือกโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูป (ทั้งฟรี และไม่ฟรี) วิธีสร้างร้านค้าออนไลน์

การจดโดเมนเนม ไปจนถึงการทำเว็บไซต์ให้คนรู้จักคุณจะได้รู้ซักทีว่า โดเมนเนมคืออะไร แถมยังรู้จักวิธีสร้างเว็บอีกตั้ง 6 แบบให้เลือกใช้ตามความถนัด โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ดใดๆมาก่อน คุณก็สามารถสรา้งเว็บสวยๆของตัวเองได้ง่ายๆสารบัญ

ทำไมถึงต้องมีเว็บไซต์?

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม เว็บไซต์เป็นช่องทางให้คนทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งทั่วโลก เข้ามารู้จักแบรนด์ และสินค้า-บริการของคุณ

ในปี 2019 คนกว่า 4.3 พันล้านคน หรือ 43% ของประชากรโลก ใช้งานอินเตอร์เน็ต และจำนวนนี้เพิ่มขึ้น 367 ล้านคนในปีที่ผ่านมา (2018-2019)

เข้าถึงลูกค้าด้วยเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียดี?

คำตอบคือ ดีทั้งสอบแบบ

ลองนึกภาพหากวันหนึ่ง Instagram เปลี่ยวิธีการแสดงโพสต์ ทำให้คนเห็นเพจของคุณน้อยลง หรือ Facebook เพิ่มกฎโพสต์ แต่คุณพลาดไม่ได้ทำตาม แล้วแฟนเพจคุณก็ถูกแบน (แบบถาวรด้วย)

ในขณะที่ เขียนเว็ปไซต์ คุณสามารถควบคุมเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์ของตัวเองได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ Content Shifu ได้สำรวจความเห็นนักการตลาด กลุ่มผู้ทํา Inbound Marketing ในไทยสำหรับปี 2020 นี้

พบว่า….

Social Media Marketing อย่าง Facebook Ads หรือ Google Ads ได้รับความสนใจลดลง และ Facebook คือช่องทางที่นักการตลาดคิดว่าได้รับความสำคัญมากเกินจริง

เว็บไซต์จะเป็นเหมือนตัวตนแบรนด์ของคุณบนอินเตอร์เน็ต ที่ซึ่งรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ในขณะที่โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆที่เข้าถึงได้ง่าย

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ การใช้โซเชียลมีเดียดูจะเป็นวิธีการที่ง่าย ถูก และสะดวกที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจของคุณเริ่มโตขึ้น คุณควรมีเว็บไซต์ของตนเองด้วย

การมีเว็บไซต์เองเป็นหลักแหล่ง ย่อมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ภาพลักษณ์ของธุรกิจได้มากกว่า และยังลดความเสี่ยงจากการตั้งธุรกิจของคุณอยู่บนโซเชียลมีเดียอย่างเดียว ที่ซึ่งคุณอยู่ภายใต้กฎ และการควบคุมของคนอื่น

ในขณะที่ เว็บไซต์ เขียนเว็ปไซต์ คือช่องทางที่จะได้รับความสำคัญมากขึ้นในปี 2020 เพื่อรองรับเทรนด์กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆอย่าง CRM และ Marketing Automation

การสร้างเว็บไซต์ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีผู้ให้บริการ-โปรแกรมสร้างเว็บสำเร็จรูปให้เลือกมากมาย แถมมีหลายแห่งที่ให้คุณใช้สร้างเว็บไซต์ฟรีได้ด้วย

มาทำความเข้าใจเว็บไซต์ เว็บโฮสติ้ง และโดเมนเนมกันก่อน….

หากเปรียบเทียบ เว็บไซต์ กับ บ้าน:

บนอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ (Website) เปรียบเสมือนบ้านหนึ่งหลัง ที่เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมในบ้านนั้นได้

หนึ่งเว็บไซต์จะประกอบด้วยหน้าย่อยๆ หลายๆหน้า แต่ละหน้าคือ เว็บเพจ (Webpage) หรือห้องในบ้านแต่ละหลังนั่นเอง

บ้านยังตั้งอยู่บนที่ดิน เว็บไซต์ก็ต้องตั้งอยู่บนเว็บโฮสติ้ง

เว็บโฮสติ้ง (Web hosting) เขียนเว็ปไซต์ คือผู้ให้บริการเก็บข้อมูลเว็บไซต์ เวลาคุณสร้างเว็บไซต์ ไฟล์ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็น โค้ดของเว็บไซต์ รูปภาพ เนื้อหา จะถูกเก็บอยู่ในเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง

เรียนรู้การสร้างเว็บไซต์

เรียนรู้การสร้างเว็บไซต์ สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านบทความจาก Am2b Marketing มาตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าในเรื่องของการออกแบบและการสร้างเว็บไซต์นั้น เขียนเว็ปไซต์ เราได้นำเสนอมาหลายเรื่องมากๆ

เขียนเว็ป

สร้างเว็บไซต์ให้ได้ประสิทธิภาพ ใน 8 ขั้นตอน

ทั้งเหตุผลที่เว็บดีไซน์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์, การใช้ WordPress, แหล่งดาวน์โหลดฟอนต์ภาษาอังกฤษฟรีๆ รวมถึงเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดสำหรับการทำเว็บไซต์ เขียนเว็ปไซต์ แต่สำหรับวันนี้เราจะมาเรียนรู้การสร้างเว็บไซต์ให้ได้ประสิทธิภาพ ใน 8 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 วางแผนการจัดทำเว็บไซต์

สำหรับขั้นตอนแรก เราจะต้องเตรียมข้อมูลสำหรับเว็บไซต์เสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเว็บ, เป้าหมายของเว็บไซต์, ลุ่มผู้ชมเป้าหมาย, เนื้อหาภายในเว็บไซต์ และรายละเอียดของเว็บ เพื่อให้เห็นมุมมองคร่าวๆ ก่อนค่อยลงมือทำ นอกจากนี้เราก็ควรต้องแบ่งเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามลำดับก่อนหลัง เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทำโครงร่างของเว็บ

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดโครงสร้างของเว็บ

หลังจากการประชุมเพื่อวางแผนการจัดทำเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เข้าสู่ขั้นตอนของการกำหนดผังของเว็บไซต์ เพื่อให้เราสามารถมองเห็นภาพรวม และองค์ประกอบทั้งหมดของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Flowchart โดยหน้าแรกของเว็บหรือโฮมเพจ

จะต้องใช้ชื่อว่า index ส่วนนามสกุลให้ใส่ตามลักษณะของภาษาที่ใช้ในการสร้างเว็บ ส่วนการตั้งชื่อเว็บเพจแต่ละหน้า ก็ให้กำหนดชื่อเป็นภาษาอังกฤษตามด้วยนามสกุลของภาษาที่เราสร้างเว็บ เช่น index.html, home.html, history.html เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 กำหนดการเชื่อมโยงเว็บเพจ

ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการกำหนดการเชื่อมเว็บเพจจะเป็นการเชื่อมโยงในแต่ละหน้าเว็บ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถคลิกกลับไปกลับมาระหว่างหน้าต่างๆ ได้โดยแต่ละไฟล์ก็จะมีความสัมพันธ์กันนั่นเอง

ขั้นตอนที่ 4 การออกแบบเว็บเพจแต่ละหน้าในเว็บไซต์

สำหรับการออกแบบเว็บเพจแต่ละหน้าในเว็บไซต์นั้น จะมีอยู่ทั้งหมด 3 ส่วนหลักๆ ด้วยกันดังนี้

  • Page Header คือส่วนที่อยู่ตอนบนสุด และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้า เพราะเป็นส่วนที่สามารถดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเนื้อหาภายในเว็บไซต์ได้ โดยปกติจุดนี้ก็มักจะประกอบด้วยโลโก้, ชื่อเว็บไซต์, เมนูหลักหรือลิงก์
  • Page Body คือส่วนที่อยู่ตอนกลางของหน้าเว็บเพจ โดยจะแสดงเนื้อหาของเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ, ตารางข้อมูล, ภาพกราฟิก, วิดีโอ และอื่นๆ โดยในส่วนของเนื้อหานั้น ควรจะแสดงใจความสำคัญซึ่งเป็นหัวเรื่องไว้บนสุด ข้อมูลควรมีความกระชับ ใช้ฟอนต์ตัวอักษรที่เป็นระเบียบและอ่านง่าย รวมถึงการจัดเลย์เอาท์ด้วยเช่นเดียวกัน
  • Page Footer คือส่วนที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บเพจ ตรงนี้ส่วนใหญ่จะเอาไว้ใช้วางระบบนำทาง หรือเนวิเกชั่น โดยทำเป็นลิงก์ข้อความง่ายๆ รวมถึงอาจแสดงข้อมูลเนื้อหาเพิ่มเติมภายในเว็บไซต์ เช่น ข้อความแสดงลิขสิทธิ์, วิธีการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์, คำแนะนำการใช้เว็บไซต์ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 5 การสร้างเว็บเพจ

หลังจากที่จัดองค์ประกอบของแต่ละหน้าเว็บเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือการเขียนเว็บ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนด้วยโปรแกรมภาษา HTML หรือโปรแกรม WordPress เขียนเว็ปไซต์ ที่ใช้งานง่ายและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในปัจจุบันนี้ เพื่อกำหนดให้แต่ละหน้าเว็บเพจนำเสนอข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ ให้อยู่ในรูปแบบตามที่เราต้องการ

ขั้นตอนที่ 6 ลงทะเบียนขอพื้นที่เว็บไซต์

หลังจากออกแบบและสร้างเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเผยแพร่หน้าเว็บของเราเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต เพื่อเปิดให้ผู้อื่นเข้ามาชมและใช้งานภายในเว็บไซต์แล้วล่ะ โดยจุดนี้เราจะต้องนำเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ไปฝากไว้กับผู้ให้บริการพื้นที่เว็บไซต์ หรือที่เรียกว่าเว็บโฮสติ้ง พร้อมกับการจดทะเบียนโดเมนเนม ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายเจ้าที่ให้บริการ ส่วนราคานั้นก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่การใช้งาน รวมถึงออปชั่นอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา

ขั้นตอนที่ 7 อัพโหลดเว็บไซต์

เมื่อเราได้ทำการสมัครเว็บโฮสติ้งและโดเมนเนมเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการอัพโหลดไฟล์เว็บไซต์ของเราไปยังเว็บไซต์ที่ให้บริการพื้นที่ฝากเว็บ โดยอาจจะทำการอัพโหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์ของเว็บที่ให้บริการ หรืออาจจะอัพโหลดด้วยโปรแกรมอื่นๆ อย่างเช่น CuteFTP, Filezilla, WS_FTP, WordPress เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ของเราผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

ขั้นตอนที่ 8 การเรียกดูเว็บไซต์

หลังจากที่เราทำการอัพโหลดไฟล์เว็บไซต์ขึ้นบนเว็บไซต์ที่ให้บริการพื้นที่ฝากเว็บเสร็จแล้ว ต่อไปเราก็สามารถเปิดดูเว็บไซต์ผ่านทางโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ต่างๆ ได้แล้วล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Internet Explorer, Mozilla Firefox หรือ Google Chrome ก็ตาม เขียนเว็ปไซต์ โดยการพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ตรง Address Bar จากนั้นก็กด Enter ก็เป็นอันเรียบร้อย

วิธีการสร้างเว็บไซต์

วิธีการสร้างเว็บไซต์ คุณอยากรู้วิธีสร้างเว็บไซต์สวยๆ หรือเปล่า?ถ้าใช่ คุณมาถูกที่แล้วครับ ผมจะอธิบายขั้นตอนการทำเว็บไซต์ โดยจะเขียนให้เข้าใจง่าย และทำตามได้ทันทีหลังจากอ่านและทำตามบทความนี้เสร็จ คุณจะมีเว็บสวยๆ เขียนเว็ปไซต์ เป็นของตัวเองครับ

เขียนเว็ปไซต์

อธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

ขั้นตอนที่ 1 ทำความเข้าใจการสร้างเว็บไซต์แบบคร่าวๆ

การสร้างเว็บไซต์สมัยนี้ เขียนเว็ปไซต์ เค้าทำกันยังไง
(มันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว)

การสร้างเว็บไซต์สมัยก่อนนั้น คุณต้องมีความรู้ HTML (ภาษาเว็บ) หรือต้องสามารถใช้โปรแกรมสร้างเว็บอย่าง Dreamweaver ได้ (ซึ่งใช้ยากและซับซ้อน)

ถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านนี้ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสียเงินจ้างนักออกแบบเว็บไซต์ (และยิ่งคุณอยากให้เว็บคุณสวยและดูดีมากเท่าไหร่ ราคาค่าทำเว็บก็จะสูงขึ้นไปเท่านั้น)

แต่ปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ

ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรมากมาย เพราะว่าปัจจุบันมีสิ่งที่เรียกว่า WordPress มาทำให้การสร้างเว็บไซต์ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

แล้ว WordPress นี่มันคืออะไรล่ะ

อธิบายง่ายๆ WordPress คือโปรแกรมสร้างเว็บ “สำหรับคนทั่วไป” (ที่ไม่ใช่นักทำเว็บมืออาชีพ) ถ้าคุณใช้ WordPress คุณจะสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง

WordPress ใช้งานง่าย คุณสามารถเรียนรู้โดยการลองผิดลองถูกหรือจากอินเตอร์เน็ตได้

และที่สำคัญ โปรแกรมตัวนี้ “ฟรี” ครับ

ถ้าคุณใช้ WordPress คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายๆ

  • สร้างเว็บเพจใหม่
  • แก้เลย์เอาต์ ปรับแต่งเมนู
  • เปลี่ยนดีไซน์ของเว็บอย่างสิ้นเชิง (ทำได้ด้วยการเปลี่ยน “ธีม” ซึ่งเป็นฟังก์ชันของ WordPress)
  • เพิ่มการทำงานพิเศษให้กับเว็บ เช่น สร้างแบบฟอร์มส่งข้อความ

คุณสามารถใช้ WordPress ทำเว็บไซต์ได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ทำเว็บขายของ, บล็อกส่วนตัว, เว็บที่มีระบบสมาชิก, เว็บองค์กร, ฯลฯ

สรุปคือ การทำเว็บไซต์ในปัจจุบันนั้นไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนแล้ว ผู้อ่านอย่ากังวลว่าต้องเสียเงินหรือเสียเวลามากมายเพื่อทำเว็บไซต์ ไม่จำเป็นแล้วครับ

การสร้างเว็บไซต์ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

การสร้างเว็บมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแค่สองรายการเท่านั้นครับ

  1. ค่าโดเมน (ชื่อเว็บไซต์) จ่ายเป็นรายปี ปีละประมาณ 250 – 650 บาท แล้วแต่ว่าจดโดเมนกับที่ไหน 
  2. ค่าเช่าเว็บโฮสติ้ง (คอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์เรา) ตกเดือนละประมาณ 200 – 700 บาท

หมดแล้วครับ คุณสามารถสร้างเว็บไซต์สวยๆ ด้วยตัวเอง ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเท่านี้ครับ

เนื่องจาก WordPress มี “ธีม” (ดีไซน์สำเร็จรูป) แจกฟรีมากมาย เราเลยไม่จำเป็นต้องเสียค่าออกแบบเว็บไซต์ครับ หลังจากลง WordPress เราสามารถล็อกอินเข้าไปในส่วน admin แล้วเลือกโหลดธีมฟรีสวยๆ ได้เลย เท่านี้เว็บไซต์เราก็จะดูดีแล้วครับ

เว็บโฮสติ้ง คืออะไร

เว็บโฮสติ้งคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์เราไว้ และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้คนสามารถเข้าชมเว็บไซต์เราได้ตลอดเวลา

ค่าใช้จ่ายในการเช่าเว็บโฮสติ้งสำหรับเว็บไซต์ทั่วไปจะอยู่ที่ 200 – 700 บาทต่อเดือน โฮสติ้งที่ราคาถูกกว่านี้ก็มี แต่ก็ต้องทำใจเรื่องประสิทธิภาพ (เว็บอาจช้าและล่มบ่อย) 

เวลาคุณจ่ายเงินเช่าเว็บโฮสติ้ง ผู้ให้บริการจะส่ง URL ของสิ่งที่เรียกว่า control panel (หรือ cPanel) มาให้เรา

Control panel คือหน้าเว็บหน้าตาแบบรูปข้างล่าง เอาไว้ใช้จัดการเว็บไซต์ของเรา 

การจดโดเมน คืออะไร

ถ้าคุณอยากให้คนเข้าชมเว็บไซต์คุณได้ คุณต้องมีชื่อโดเมน (mywebsite.com)

การจดโดเมนไม่ใช่การ “ซื้อ” โดเมนอย่างถาวร แต่เป็นการ “เช่า” ใช้ชื่อโดเมนเป็นรายปี (พอจ่ายเงินค่าโดเมนแล้ว คุณจะได้สิทธิ์ใช้ชื่อนั้นๆ หนึ่งปี)

เพราะฉะนั้นหลังจากคุณจดชื่อโดเมนไปแล้ว คุณต้องอย่าลืมจ่ายเงินต่ออายุก่อนที่โดเมนจะหมดอายุ (ไม่อย่างนั้นอาจมีคนจดแย่งไป)

หลายคนมีความกังวลเรื่องลืมต่ออายุโดเมน ไม่ต้องกลัวครับ บริษัทรับจดโดเมนชั้นนำส่วนใหญ่ จะต่ออายุโดเมนให้เราโดยอัตโนมัติ (เมื่อโดเมนใกล้จะหมดอายุ ระบบจะพยายามจะหักเงินจากบัตรเครดิตล่วงหน้า) เท่านั้นยังไม่พอ บริษัทพวกนี้ยังมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนก่อนที่โดเมนจะหมดอายุด้วย

เพราะฉะนั้น หากคุณจดชื่อโดเมนกับบริษัทที่มีระบบการจัดการที่ดี คุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ครับ (เดี๋ยวผมจะแนะนำบริษัทที่ผมใช้ให้) 

หากผู้อ่านยังไม่ได้คิดชื่อโดเมนของตัวเอง เขียนเว็ปไซต์ อ่านบทความแนะนำการคิดชื่อโดเมนได้ครับ

ทำเว็บให้น่าสนใจได้ง่าย

ทำเว็บให้น่าสนใจได้ง่ายๆ ด้วย กฏ 23 ข้อ เป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ The Poynter Institute, the Estlow Center for Journalism & New Media, และ Eyetools ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III” ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออกแบบ เขียนเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มากที่สุด 

เขียนเว็ปไซต์

ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพ

ทำเว็บให้น่าสนใจได้ง่ายๆ ด้วย กฏ 23 ข้อเป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III”  เขียนเว็บไซต์ ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออกแบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มากที่สุด

1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค

2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ

3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ

4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา

5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้

6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร

7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก

8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ

9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ

10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า

11. รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว

12. แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด

13. การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก

14. โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค

15. ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก

16. ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ

17. หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด

18. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์

19. ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น

20. ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ

21. การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน

22. เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี เขียนเว็บไซต์ ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้

23. ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด

ข้อควรระวังเมื่อสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง

ข้อควรระวังเมื่อสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การขายของออนไลน์ หรือแม้แต่การแสดงผลงานส่วนตัว การสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายๆ เขียนเว็ปไซต์ คนเลือกใช้ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว

ข้อควรระวังเมื่อสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง

เว็บไซต์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญบนโลกออนไลน์

ยังช่วยให้เว็บไซต์ออกมาตามต้องการ แต่การสร้างเว็บไซต์ไม่ได้เป็นแค่การออกแบบและสร้างออกมาแล้วจบ เขียนเว็ปไซต์ แต่ก็ต้องมีการดูอัพเดทเว็บไซต์อยู่ตลอด

นอกจากนี้ก็ยังมีจุดที่ต้องระวังอยู่หลายส่วนสำหรับนักทำเว็บไซต์มือใหม่หรือคนที่อยากสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง เพราะบางครั้งอาจจะมองข้ามไปและอาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้

1. ต้องจด Domain ด้วยตัวเอง

Domain (โดเมน) คือ ชื่อเว็บไซต์หรือที่อยู่เว็บไซต์ หรือชื่อที่ใส่ลงในบราวเซอร์นั่นเอง เช่น google.com การตั้งชื่อ Domain จึงควรเป็นชื่อที่จดจำง่ายและบ่งบอกเนื้อหาของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี โดยชื่อสั้นๆ จะช่วยให้คนจดจำได้ง่ายมากกว่า แต่การจดชื่อ Domain ก็ควรจะเลือกชื่อให้เหมาะกับธุรกิจหรือรูปแบบเว็บไซต์ด้วยเพื่อให้คนจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

การจด Domain มีค่าใช้จ่ายรายปี แต่ละสกุลโดเมนจึงมีราคาแตกต่างกันไป เช่น .com จะมีราคาประมาณ 300 – 400 บาทต่อปี และมีค่าต่ออายุทุกปี มีหลายคนที่พลาดลืมต่ออายุ ทำให้เว็บไซต์เข้าไม่ได้ นอกจากนี้การจดโดเมนต้องใช้ชื่อของเราในการจด เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถจัดการโดเมนของตัวเองได้เมื่อเกิดปัญหา เช่น โดเมนหมดอายุ ถ้าใช้คนอื่นจดให้แล้วไม่สามารถตามตัวผู้จดทะเบียนได้ ก็จะต่ออายุไม่ได้

 2. เลือกใช้ Hosting ที่เหมาะสม

Hosting (โฮสติ้ง) มีหลายประเภทเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย บางเว็บไซต์มีผู้เข้าใช้งานไม่มาก บางเว็บไซต์มีผู้ใช้งานมาก ก็ต้องเลือก Hosting ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ เพราะถ้าเลือก Hosting ที่ไม่เหมาะสมกับเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ขายของออนไลน์มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่เลือก Hosting ที่ไม่รองรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ก็จะทำให้เว็บไซต์ไม่เสถียร ล่มได้ง่าย หรือโหลดช้า ทำให้คนเข้ามาแล้วก็คลิกออกไปทันที รวมถึงการเลือกผู้ให้บริการ Hosting ต้องเลือกผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ ติดต่อได้ง่าย สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว เพราะการที่เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้จะทำให้เราสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าไปอย่างน่าเสียดาย

 3. วาง Sitemap ให้เป็นระบบ

Sitemap (ไซต์แมพ) คือ แผนที่หรือเเผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ สำหรับแง่การออกแบบเว็บไซต์นั้น การทำ Sitemap จะช่วยในการมองภาพรวมของเว็บไซต์ว่าเบื้องต้นจะมีหน้าอะไรบ้าง กี่หน้า มีลำดับชั้นอย่างไร ซึ่งหากเราไม่วาง Sitemap ไว้ก่อน หรือวางไม่ระบบระเบียบ ก็อาจทำให้เกิดความสับสนและความลำบากในการแบ่งหน้าเว็บไซต์รวมถึงการจัดทำเนื้อหาอีกด้วย

นอกจากนี้เรายังสามารถทำเป็นไฟล์ HTML Sitemap ที่รวบรวมลิงก์ต่างๆ ในเว็บไซต์เพื่อบอกผู้ที่เข้ามาใช้งานว่าเว็บไซต์นี้มีหน้าอะไรบ้าง และสามารถเข้าหน้าต่างๆ ผ่านลิงก์ใดได้บ้าง เป็นเหมือนสารบัญของเว็บไซต์นั่นเอง รวมถึงการทำเป็น XML Sitemap สำหรับ Bot ของ Search Engine ที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ได้สะดวกขึ้น

 4. ออกแบบเว็บไซต์โดยคำนึงถึงผู้ใช้งาน

การออกแบบเว็บไซต์โดยคำนึงถึงผู้ใช้งาน หรือ User Experience (UX) คือประสบการณ์ผู้ใช้งาน เป็นการออกแบบให้ผู้ใช้งานรู้สึกพึงพอใจจะทำให้ผู้ใช้งานอยากอยู่ในเว็บไซต์นานขึ้น เช่น ความสะดวกในการใช้งาน การลำดับขั้นตอนในเว็บไซต์เพื่อ

ให้ผู้ใช้งานรู้ว่าจากลิงก์หนึ่งไปสู่อีกลิงก์หนึ่ง ถ้าเว็บไซต์ไหนมี UX ไม่ดีก็จะทำให้ผู้ใช้งานไม่อยากกลับมาที่เว็บไซต์อีก นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี User Interface (UI) คือส่วนที่ทำให้หน้าตาเว็บไซต์สวยงาม ดูน่าใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางองค์ประกอบ การเลือกใช้สี ฟ้อนต์ รูปภาพหรือกราฟฟิกต่างๆ

คนทั่วไปเวลาออกแบบเว็บไซต์มักจะคำนึงแต่เรื่อง UI แต่ในความเป็นจริงนั้น ถึงแม้ว่า UI จะหรูหราอลังการ แต่ UX ไม่ดี ใช้งานยาก ดูแล้วงง อีกทั้งพอมีรูปภาพเยอะ เว็บไซต์ก็โหลดช้าเข้าไปอีก ทำให้คนปิดหนีไม่อยากใช้งานได้ ในทางกลับกันถึงแม้ว่าเว็บไซต์จะมี UX ดี แต่ UI ไม่สวยก็ทำให้คนไม่อยากใช้งานเช่นกัน ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ที่ดีจึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้ทั้งในด้านการใช้งานและความสวยงาม

 5. เลือกใช้รูปภาพที่ถ่ายเอง หรือรูปภาพที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง

ข้อนี้หลายคนอาจมองข้ามหรือประมาทไป แต่เรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่สำคัญมากและคนทำเว็บไซต์ทุกคนควรตระหนัก ไม่อย่างนั้นเว็บไซต์อาจจะโดนแบนหรือโดนฟ้องร้องเรียกค่าลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชื่อเสียง เงิน และเวลา

ดังนั้นห้ามเลือกรูปที่ค้นหาจาก Google หรือ Pinterest.com หรือไปเซฟมาจากเว็บไซต์อื่นๆ มาใช้งานเพียงเพราะเห็นว่าหาได้ง่าย สวยดี แต่ให้เลือกรูปจากเว็บไซต์ขายภาพ เช่น Shutterstock.com และซื้อภาพให้ถูกต้อง แต่ถ้างบประมาณมีไม่มากก็มีแหล่งแจกรูปฟรีถูกลิขสิทธิ์อยู่เหมือนกัน เช่น Pixabay.com

 6. ต้องมีการวัดผลการใช้งานเว็บไซต์

การพัฒนาเว็บไซต์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อวัดผลการใช้งานได้ โดยสามารถติดเครื่องมือวัดผลที่ใช้งานได้ฟรีจาก Google เช่น Google Analytics ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีคนเข้าชมเว็บไซต์เป็นจำนวนเท่าไหร่ เข้าชมหน้าไหน และอยู่บนเว็บไซต์นานหรือไม่ รวมถึงสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่าคนเข้าชมเว็บไซต์มาจากช่องทางไหน

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกเครื่องมือที่แนะนำคือ Google Search Console ที่สามารถวัดประสิทธิภาพของการค้นหาผ่านทาง Organic Search ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในการทำ SEO เพื่อเพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ SEO (Search Engine Optimization) คือ?) อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยดูแลและตรวจสอบปัญหาต่างๆ ในเว็บไซต์ ได้ เช่น ข้อผิดพลาดของเซิร์ฟเวอร์ ปัญหาการโหลดเว็บไซต์ และปัญหาด้านความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถวางแผนพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างถูกจุดและปรับปรุงให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 7. ระวังโดน Hack

ปัญหาเว็บไซต์ถูก Hack (แฮ็ก) สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับมือใหม่หัดทำเว็บไซต์ โดยแฮ็กเกอร์ที่แฮ็กเว็บไซต์ของเราอาจเป็นแค่แฮ็กเกอร์ที่แฮ็กเพื่อความสนุก ไว้อวดฝีมือ หรือคู่แข่งทางการค้าของเรา ทำให้ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้ หรือเข้ามาแอบ

แปะข้อมูลหรือลิงก์ขายของ หรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในเว็บไซต์ของเราก็ได้ ซึ่งวิธีรับมือเผื่อเกิดถูกแฮ็กคือการสำรองข้อมูลของเว็บไซต์เอาไว้ในเครื่อง PC อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และลงทะเบียนเว็บไซต์ไว้กับ Google Search Console ซึ่งจะช่วยรายงานและตรวจจับความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์เราได้ รวมถึงอัปเดตสแกนไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนวิธีแก้ไขเบื้องต้นเมื่อโดนแฮ็ก คือตรวจดูว่ามีอะไรบ้างที่โดนแฮ็กโดยสามารถกดดูที่ Security Issue ได้ และไล่ลบไฟล์ Script แปลก ๆ ผ่าน

Control Panel หรือ Direct Admin จากนั้นเปลี่ยนรหัสผ่านของ Admin แล้วจึงแจ้งทาง Hosting ให้รีเซ็ตรหัสผ่านด้วย ซึ่งถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งช้า เว็บไซต์ก็จะยิ่งเสียหาย และข้อมูลสำคัญในเว็บไซต์ก็อาจรั่วไหลได้

 นักทำเว็บไซต์มือใหม่ที่อยากสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเองคงจะต้องระมัดระวังกันมากขึ้น ด้วยรายละเอียดเล็กๆ เขียนเว็ปไซต์ ในการสร้างเว็บที่บางคนอาจมองข้ามอย่างการใช้รูปภาพที่ผิดลิขสิทธิ์จนนำไปสู่การฟ้องร้องและทำให้เว็บไซต์เสียชื่อเสียงได้ แต่นอกจากการทำเว็บไซต์

ด้วยตัวเองแล้ว ก็ยังมีวิธีอื่นอย่างการจ้างทำเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรือบริษัทรับทำเว็บไซต์ ที่จะช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนั่นเอง